ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 19 ก.ค. นายนิพนธ์ โชติบาล อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากนายบุญเชิด เจริญสุข หัวหน้าอุทยานแห่งชาติตาพระยา สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์(สบอ.) ที่ 1 (ปราจีนบุรี)  ว่า ระหว่าง ร่วมลาดตระเวนกับเจ้าหน้าที่ทหารนั้น ได้พบเห็นรอยเท้าพระพุทธบาท 1 คู่ และพบองค์พระนอน จำนวน 1 องค์ บริเวณหลักเขตชายแดนไทย – กัมพูชา หลักเขตที่ 2748p0280245-utm 1571858 ซึ่งห่างจากฐานปฏิบัติการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 215 (ช่องบาระแนะ) ที่พิกัด 48p 0280266 e1571949 n ประมาณ 200 เมตร

อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ กล่าวว่า จากการเข้าตรวจสอบของเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติตาพระยา เจ้าหน้าที่ฐานปฏิบัติป้องกันรักษาป่าอ่างรัตนโกสินทร์ และเจ้าหน้าที่ฐานปฏิบัติตำรวจตระเวนชายแดนที่ 215 (ช่องบาระแนะ) ซึ่งได้มีการถ่ายรูป จับค่าพิกัด (wgs 84) และวัดขนาดความกว้างความยาวของรอยเท้าพระพุทธบาทคู่และองค์พระนอน เบื้องต้นนั้น พบว่า 1. รอยเท้าพระพุทธบาทคู่ พบบริเวณพิกัด 48p0280587 e 1571798 n รอยเท้าแต่ละข้าง มีความยาวจากปลายเท้าถึงปลายนิ้ว ยาว 156 เซนติเมตร และมีความกว้างของรอยเท้า ระยะ 46 เซนติเมตร ซึ่งมีความกว้างและความยาวเท่ากัน

2.องค์พระนอน พบบริเวณพิกัด 48p 0280597 e1571768 n มีความยาว 1.65 เมตร ความสูง 40 เซนติเมตร บริเวณใกล้เคียงกับพระนอน พบหลักหินเล็ก จำนวน 2 หลัก สูงประมาณ 30 เซนติเมตร สลักเป็นภาษาเขมร ปรากฏตามภาพถ่าย ซึ่งบริเวณที่พบเห็นดังกล่าวเป็นหน้าผาสูง บนเทือกเขาบรรทัด และเป็นพื้นที่ป่ารอยต่อระหว่างประเทศไทยและประเทศกัมพูชา จากการตรวจสอบข้อมูลและประวัติความเป็นมา ยังไม่พบข้อมูลทางประวัติศาสตร์และข้อมูลทางวิชาการแต่อย่างใด

“เบื้องต้นนั้นเรายังไม่มีหลักฐานอะไรชี้ชัดว่าทั้งรอยพระพุทธบาท และองค์พระที่พบนั้นเป็นของจริง หรือไม่อย่างไร แต่สังเกตเบื้องต้นแล้วสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นของเก่าจริง อย่างไรก็ตาม ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ของเราประสานงานกับทางกรมศิลปากรให้เข้าไปตรวจสอบแล้ว” นายนิพนธ์ กล่าว

ด้านนายเกษมสันต์ จิณณวาโส ปลัดทส. กล่าวว่า บริเวณที่เจ้าหน้าที่พบทั้งรอยพระพุทธบาท และองค์พระนั้น เดิมเป็นพื้นที่ที่ค่อนข้างอ่อนไหว และไม่ค่อยปลอดภัยมากนัก พบว่ามีการฝังระเบิดเอาไว้หลายจุด แต่ต่อมาเมื่อมีการเคลียร์พื้นที่จนปลอดภัยในระดับหนึ่งแล้ว ก็มีการเข้าไปพบโดยชาวบ้าน แต่ยังไม่มีการรายงานอย่างเป็นทางการ พื้นที่ที่พบนั้นอยู่ในแนวเดียวกับโบราณสถานอื่นๆ ที่พบมาก่อนหน้านี้ เช่น ปราสาทเขาพระวิหาร ปราสาทเขาตาทม คาดว่า ทั้งรอยพระพุทธบาท และองค์พระที่เจ้าหน้าที่พบมานั้น คงเป็นส่วนประกอบของปราสาทดังกล่าว อย่างไรก็ตาม จะให้เจ้าหน้าที่ประสานไปยังกรมศิลปากร โดยเบื้องต้น ต้องไปเปิดพงศาวดาร หรือจดหมายเหตุก่อนว่า มีข้อมูลในเรื่องนี้หรือไม่อย่างไร เพื่อทำการสำรวจ และหารายละเอียดเพิ่มเติม