ชาวบ้านหอบหลักฐานบุกร้องผู้การ ตร.บุรีรัมย์ถูกครูยืมเงินรายละหลายแสนทั้งหลอกนำโฉนดไปจำนอง

ชาวบ้าน ผู้สูงอายุ หอบหลักฐานบุกร้องผู้การฯ ตำรวจบุรีรัมย์ช่วยเหลือ ถูกข้าราชการครูสาวอาศัยความไว้ใจและเชื่อถือในตำแหน่งหน้าที่การเงินยืมเงินรายละหลายแสน

ทั้งหลอกนำโฉนดที่ดินไปจำนองอ้างจำเป็นต้องใช้เงิน ผ่านไป 5 ปีไม่ยอมชำระคืนเดือดร้อน เบื้องต้นผู้การฯ แนะนำหลักฐานแจ้งความเพื่อสอบสวนว่าเข้าข่ายความผิดฐานใด

(23 มิ.ย.60) ชาวบ้าน และผู้สูงอายุบ้านราษฎร์พัฒนา ตำบลเมืองยาง อำเภอชำนิ จังหวัดบุรีรัมย์ นำหลักฐานสัญญาการกู้ยืมเงิน พร้อมบันทึกไกล่เกลี่ย และเอกสารที่เกี่ยวข้อง เข้าร้องเรียน พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์

ให้ช่วยเหลือหลังถูกข้าราชการครูสาว โรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.ชำนิ ใช้ตำแหน่งหน้าที่ความเป็นข้าราชการครูหลอกยืมเงินรายละหลายแสนบาท ทั้งยังหลอกให้นำโฉนดไปจำนองกับนายทุนเพื่อนำเงินมาให้ยืม


โดยอ้างว่าเดือดร้อนมีความจำเป็นต้องใช้จ่ายเงิน ด้วยความเห็นใจและไว้เนื้อเชื่อใจว่าเป็นข้าราชการครูจึงยอมให้ยืม โดยครูคนดังกล่าวอ้างว่าหากกู้เงินสหกรณ์ได้จะมาชดใช้คืนให้ แต่เวลาผ่านไป 4 – 5 ปี ก็ไม่ยอมนำเงินมาชดใช้คืนให้ ไปติดตามทวงถามก็หลบเลี่ยงบ่ายเบี่ยงอ้างโน้นอ้างนี่ตลอด สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก


ที่ผ่านมาชาวบ้านเคยไปร้องทั้งศูนย์ดำรงธรรม เขตพื้นที่การศึกษาให้ช่วยเจรจาไกล่เกลี่ยให้หลายครั้งทั้งมีการทำบันทึกตกลงยอมรับสภาพหนี้ และรับปากจะชดใช้คืนให้หลายครั้ง แต่ครูคนดังกล่าวก็ยังเบี้ยวไม่ยอมชดใช้เงินคืน


จนชาวบ้านหมดหนทางไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใครจึงได้นำหลักฐานมาร้องผู้บังคับการตำรวจให้ช่วยเหลือ เพราะต้องการให้ครูชดใช้เงินที่ยืมไปคืน

นายเจริญ พิมพ์เชื้อ ชาวบ้านรายหนึ่ง บอกว่า มีชาวบ้านและผู้สูงอายุหลายคนในหมู่บ้าน ที่ถูกข้าราชการครูคนดังกล่าวหลอกยืมเงินแล้วไม่ชดใช้เงินคืน โดยสาเหตุที่ให้ยืมก็เพราะเห็นว่าเป็นข้าราชการครู บางคนก็เป็นญาติจึงไว้เนื้อเชื่อใจจึงยอมให้ยืมเงิน

แต่พอไปติดตามทวงถามกลับบ่ายเบี่ยงไม่ยอมนำเงินมาใช้คืนตามที่รับปาก สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะตนเองตั้งใจว่าจะนำเงินไปสร้างบ้าน แต่พอครูมายืมอ้างว่าจำเป็นก็ยอมให้ยืม แต่ไม่คิดว่าครูจะทำแบบนี้ จึงอยากวิงวอนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยเหลือ เพราะไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร

ด้านผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า เบื้องต้นได้แนะนำให้ชาวบ้านนำหลักฐานไปแจ้งความที่ สภ.ชำนิ ท้องที่เกิดเหตุ เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้ทำการสืบสวนสอบข้อเท็จจริง


และหาข้อมูลหลักฐานว่าการกระทำของข้าราชครูคนดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานยักยอก ฉ้อโกง หรือลักทรัพย์หรือไม่อย่างไร เพราะลักษณะหลอกกู้ยืมเงินแตกต่างกัน บางคนก็มีหลักฐานไม่มีหลักฐานการกู้ยืม

แต่หากสอบสวนแล้วมีเอกสารหลักฐานในกรกระทำผิดชัดเจนก็จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

สุรชัย พิรักษา / สวท. บุรีรัมย์