บุรีรัมย์ทำข้อตกลงรับซื้อข้าวอินทรีย์ และ GAP เกษตรกรที่ร่วมโครงการนาแปลงใหญ่สูงกว่าตลาดตันละ 3 – 500 บาท

จังหวัดบุรีรัมย์ลงนามบันทึกข้อตกลงเชื่อมโยงตลาดรับซื้อผลผลิตข้าวอินทรีย์ และข้าวที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP ระหว่างผู้ประกอบการโรงสี ชุมนุมสหกรณ์ และเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ ในราคาสูงกว่าท้องตลาดตันละ 300 – 500 บาท ทั้งหวังกระตุ้นชาวนาผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพ

(8 ก.ย.60) นายอนุสรณ์ แก้วกังวาล ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เป็นประธานและสักขีพยาน ในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โครงการเชื่อมโยงตลาดรับซื้อข้าวอินทรีย์ และข้าวที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP ของเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ครบวงจร ประจำฤดูกาลผลิต 2560/61 ที่ทางหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตร และกระทรวงพาณิชย์ในพื้นที่จังหวัดจัดขึ้น ที่โรงแรมสกายวิวรีสอร์ท อ.เมืองบุรีรัมย์

โดยได้มีการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกันระหว่างผู้ประกอบการโรงสีข้าว ชุมนุมสหกรณ์เกษตร และตัวแทนเกษตรกรที่ผลิตข้าวหอมมะลิอินทรีย์ และผ่านการรับรองมาตรฐาน GAP ในราคาสูงกว่าท้องตลาดทั่วไปตันละ 300 – 500 บาท

โดยจากข้อมูลพบว่าในปี 2559 และปี 2560 จังหวัดบุรีรัมย์มีเกษตรกรที่สมัครเข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ 102 แปลง จำนวนเกษตรกร 10,167 ราย

พื้นที่ปลูก 144,000 ไร่ ผลผลิตกว่า 58,400 ตัน ,

แปลงข้าวที่ผ่านการรับรอง และรอการรับรองมาตรฐาน GAP จำนวน 4 แปลง 103 ราย พื้นที่ปลูก 902 ไร่ ผลผลิตกว่า 408 ตัน ,

พื้นที่ส่งเสริมการผลิตข้าวอินทรีย์ ปี 2560 จำนวน 76 กลุ่ม เกษตรกร 1,265 ราย พื้นที่ปลูก 14,830 ไร่ ผลผลิต 6,718 ตัน

ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เกษตรกรได้หันมาทำนาแปลงใหญ่เพื่อลดต้นทุนการผลิต และได้ผลผลิตที่มีคุณภาพมาตรฐาน เป็นที่ต้องการของตลาดผู้บริโภค ซึ่งจะเป็นผลดีกับเกษตรกรเองเพราะสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่สูงขึ้น

นายอนุสรณ์ แก้วกังวาล ผู้ว่าราชการจ.บุรีรัมย์ กล่าวว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงโครงการเชื่อมโยงตลาดข้าวอินทรีย์ และ GAP ครบวงจรในครั้งนี้

นอกจากจะเป็นการกระตุ้นให้เกษตรกรหันมาทำนาแปลงใหญ่เพื่อลดต้นทุนการผลิต และให้ผลผลิตมีคุณภาพมาตรฐานเป็นที่ต้องการของตลาดแล้ว ทางผู้ประกอบการโรงสี และชุมนุมสหกรณ์ ที่ร่วมทำข้อตกลงรับซื้อข้าว

ยังจะได้ผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพมาตรฐานไปจำหน่ายอีกด้วย ทั้งนี้ยังได้เชิญชวนให้เกษตรกรหันมาทำนาแปลงใหญ่และข้าวอินทรีย์ เพราะจะเป็นประโยชน์กับตัวเกษตรกรเอง ที่จะสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่สูงขึ้น ทั้งยังจะสร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดให้ได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นแหล่งเพาะปลูกข้าวที่มีคุณภาพมาตรฐานอีกด้วย

สุรชัย พิรักษา / สวท.บุรีรัมย์