โรงพยาบาลบุรีรัมย์ เป็นโรงพยาบาลศูนย์ (ระดับ A)

โรงพยาบาลบุรีรัมย์ เป็นโรงพยาบาลศูนย์ ขนาด 590 เตียง  ให้บริการผู้ป่วย ทั้งในระดับปฐมภูมิทุติยภูมิตติยภูมิและเป็นศูนย์ แพทย์ศาสตร์ศึกษาชั้นคลินิก มีภารกิจให้บริการ สุขภาพ แก่ประชากรในพื้นที่อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จำนวน 221,228 คน และทั้งจังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 1,592,645 คน รวมทั้งจังหวัดใกล้เคียง เนื่องจาก ศักยภาพ และความพร้อมของการให้บริการทำ ให้ มีจำนวนผู้รับบริการเพิ่มมากขึ้นทุกปี

บุรีรัมย์ เปิดห้องปฏิบัติการตรวจสวนหัวใจและหลอดเลือด หอบริบาลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง และศูนย์ตรวจวินิจฉัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) แห่งแรกที่ รพ.บุรีรัมย์  เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการดูแลรักษาผู้ป่วย  ลดจำนวนการส่งต่อและภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาให้กับผู้ป่วย

ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์  เป็นประธานในพิธีเปิด ห้องปฏิบัติการสวนหัวใจและหลอดเลือด หอบริบาลผู้ป่วยโรค หลอดเลือดสมอง และห้องตรวจเอ็กซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) แห่งแรกของจังหวัดที่โรงพยาบาลศูนย์บุรีรัมย์อย่างเป็นทางการ  เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการดูแลรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจและหลอดเลือดสมอง  ให้ได้รับการตรวจรักษาที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็วมากขึ้น  ทั้งลดจำนวนการส่งต่อผู้ป่วย และภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปรักษายังต่างจังหวัดด้วย

ทั้งนี้นายประภาส  รักษาทรัพย์  รองผู้ว่าราชการจังหวัด   นายดำรงชัย เนรมิตตกพงศ์ ปลัดจังหวัด  นายแพทย์สุริยา รัตน ปริญญา นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด  นายแพทย์จรัญ ทองทับ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบุรีรัมย์ หัวหน้าส่วนราชการ คณะแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ก็ได้ร่วมกันประกอบพิธีสงฆ์ และเจิมแผ่นป้ายประพรหมน้ำพระพุทธมนต์ เพื่อความเป็นสิริมงคลในช่วงเช้าด้วย  ซึ่งจากสถิติ 3 ปีย้อนหบังพบว่ามีจำนวนผู้ป่วยโรคหัวใจเข้ามารับการรักษาแผนกผู้ป่วยใน 600 – 650 คนต่อปี มีอัตราเสียชีวิตร้อยละ 11 – 15  และมีการส่งต่อไปรับการตรวจสวนหัวใจในโรงพยาบาลที่มีศักยภาพที่สูงกว่าร้อยละกว่า 20

ทั้งนี้ผู้ว่าราชการจังหวัด  ยังได้มอบเงินกองทุนพึ่งพาตนเองจำนวน 1 ล้านบาท ให้กับมูลนิธิพัฒนาโรงพยาบาลบุรีรัมย์ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยยากไร้  พร้อมระบุว่า  การเปิดห้องปฏิบัติการสวนหัวใจ หอบริบาลผู้ป่วยโรค หลอดเลือดสมอง และห้องตรวจเอ็กซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) ที่ รพ.บุรีรัมย์จะเกิดประโยชน์กับประชาชนที่เจ็บป่วย  ให้ได้รับการตรวจรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายแพทย์จรัญ ทองทับ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบุรีรัมย์ ระบุว่า โรคหัวใจ และหลอดเลือดสมองนับเป็นโรคที่มีอัตราการป่วยสูง แต่หากผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วในโรงพยาบาลที่มีศักยภาพ พร้อมบุคคลากรการแพทย์ที่เชี่ยวชาญ มีอุปการณ์ทางการแพทย์ที่ครบถ้วนทันสมัย และประชาชนเข้าถึงการรักษาได้ง่ายขึ้น ก็จะสามารถลดภาระการรอคอยการรักษา ลดอัตราการส่งต่อผู้ป่วย และลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปรักษายังต่างจังหวัดให้กับผู้ป่วยได้ โรงพยาบาลบุรีรัมย์จึงได้พัฒนาศักยภาพดูแลผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง โดยการจัดตั้งหอบริบาลผู้ป่วย เพื่อให้ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมอายุรแพทย์ และศัลยแพทย์ทางประสาทวิทยา รวมทั้งทีมสหสาขาวิชาชีพทำให้ได้รับการฟื้นฟูสภาพอย่างเหมาะสม นอกจากนั้นทางโรงพยาบาลยังได้จัดตั้งศูนย์ตรวจวินิจฉัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) จากเมื่อก่อนจะต้องเดินทางไปใช้บริการที่จ.นครราชสีมา หรือจ.ขอนแก่น ทำให้ผู้ป่วยต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย

“ครอบครัวชิดชอบ มอบเงินซื้ออุปกรณ์ทางแพทย์ มอบให้โรงพยาบาลบุรีรัมย์ ในการบริการพี่น้องประชาชนชาวจังหวัดบุรีรัมย์ และใกล้เคียง”

Posted by BURIRAM UNITED on Sunday, September 10, 2017

สถานที่และเครื่องมือแพทย์ โรงพยาบาลบุรีรัมย์

เพิ่มเติมเกี่ยวกับเครื่อง MRI

เครื่องตรวจวินิจฉัยโรคด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า Magnetic Resonance Imaging (MRI)

เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับตรวจอวัยวะภายในร่างกาย โดยอาศัยหลักการของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในการสร้างภาพ ซึ่งสามารถให้รายละเอียดภาพที่คมชัด และสามารถตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ ได้อย่างดี การตรวจด้วยวิธีนี้จำเป็นต้องใช้เวลาประมาณ 30 นาที ถึง 1 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับอวัยวะที่ต้องการตรวจ

การตรวจ MRI ดีอย่างไร

1. การตรวจด้วยวิธีนี้สามารถจำแนกคุณสมบัติของเนื้อเยื่อที่แตกต่างกันได้หลายแบบ และตรวจหาสิ่งผิดปกติในระยะแรกได้

2. ตรวจได้ทุกระนาบโดยไม่ต้องเคลื่อนย้ายหรือเปลี่ยนท่าผู้ป่วย

3. สามารถตรวจเนื้อเยื่ออ่อนที่อยู่ภายในกระดูกได้

4. ไม่มีรังสีเอ็กซ์ที่เป็นอันตรายแก่ร่างกาย ทำให้สามารถตรวจในผู้ป่วยที่ตั้งครรภ์ในช่วง 6 เดือน – 9 เดือนได้หากมีข้อบ่งชี้การส่งตรวจที่เหมาะสม โดยพยายามหลีกเลี่ยงการตรวจในระยะ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์

5. สามารถทำการตรวจได้แม้เป็นโรคไตวายโดยไม่จำเป็นต้องฉีดสารทึบรังสี

6. โอกาสแพ้สารที่ใช้ในการตรวจ (Gadolinium) น้อยมาก เมื่อเทียบกับสารทึบรังสีที่ใช้ในการตรวจเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์

วัตถุประสงค์ของการตรวจ MRI

1. ตรวจหาความผิดปกติของสมอง ได้แก่ สมองขาดเลือด, เนื้องอก, สาเหตุการชัก, การอักเสบติดเชื้อของเนื้อสมองและเยื่อหุ้มสมอง

2. ตรวจหาความผิดปกติของระบบกระดูกสันหลังและไขสันหลัง ได้แก่ หมอนรองกระดูกเคลื่อน, เนื้องอกไขสันหลัง, การติดเชื้อ, บาดเจ็บไขสันหลัง

3. ตรวจหาความผิดปกติของหลอดโลหิตในสมองและลำตัว โดยไม่ต้องฉีดสารทึบรังสี

4. ตรวจหาความผิดปกติของเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ กระดูกส่วนต่างๆ รวมทั้งการฉีกขาดของกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นบริเวณข้อกระดูก เช่น ข้อเข่า

5. ตรวจหาความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับอวัยวะในอุ้งเชิงกราน เช่น มดลูก ต่อมลูกหมาก และกระเพาะปัสสาวะ

6. ตรวจหาความผิดปกติต่างๆ บริเวณทรวงอก หัวใจ ช่องท้อง ท้องและเต้านมสตรี

7. การตรวจพิเศษอื่นทาง MRI อื่นๆ เช่น MR Perfusion หรือ MR spectroscopy

การตรวจ CT scan (Computerized Tomography) หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์

เป็นการตรวจหาความผิดปกติอวัยวะต่างๆ ในร่างกายด้วยลำแสงเอกซ์ โดยฉายลำแสงเอกซ์ผ่านอวัยวะที่ต้องการตรวจในแนวตัดขวาง และให้คอมพิวเตอร์สร้างภาพ ภาพที่ได้จึงเป็นภาพตัดขวางส่วนที่ต้องการตรวจอย่างละเอียด โดยมีข้อบ่งชี้ของการตรวจดังนี้

1. ตรวจหาเนื้องอกในอวัยวะต่างๆ รวมทั้งตำแหน่งและขนาดของเนื้องอก

2. ตรวจหาการแพร่กระจายของเนื้องอกไปยังต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ ใกล้เคียง

3. ตรวจดูการคั่งของเลือดในสมอง ช่องท้อง และอุ้งเชิงกราน

4. ตรวจหาความผิดปกติของหลอดเลือด เช่น เส้นเลือดโป่งพอง เส้นเลือดอุดตัน เป็นต้น

5. ตรวจหาความผิดปกติของกระดูก และข้อต่อต่างๆ เช่น การหัก การหลุด และการอักเสบ เป็นต้น

ปัจจุบันการตรวจ CT scan แบ่งเป็น 4 ระบบ คือ

1. ระบบสมอง ได้แก่ การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ของสมอง ต่อมใต้สมอง ตา ต่อมน้ำลาย และคอ เป็นต้น ในการตรวจนี้ จะต้องฉีดสารทึบรังสีเข้าทางหลอดเลือดดำ เพื่อช่วยให้เห็นพยาธิสภาพของโรคชัดเจนขึ้น

2. ระบบช่องท้องและทรวงอก ได้แก่ การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ภายในช่องท้องและอุ้งเชิงกราน การตรวจระบบนี้ ผู้ป่วยต้องดื่มสารทึบรังสี/น้ำเปล่า และ/หรือ สวนสารทึบรังสี/น้ำเปล่า เข้าทางทวารหนัก เพื่อแยกลำไส้ออกจากเนื้อเยื่ออื่นๆ ของช่องท้อง และ ในผู้ป่วยหญิงอาจต้องใส่ผ้าอนามัยชนิดสอดภายในช่องคลอด เพื่อแยกช่องคลอดออกจากเนื้อเยื่ออื่นๆ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของรังสีแพทย์ นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องฉีดสารทึบรังสีเข้าทางหลอดเลือดดำเพื่อช่วยให้เห็นพยาธิสภาพของโรคชัดเจนขึ้น

3. ระบบกระดูก กล้ามเนื้อ ข้อต่อและกระดูกสันหลัง ซึ่งมักใช้ในการวินิจฉัยโรคเนื้องอกของกล้ามเนื้อ กระดูก หรือการอักเสบของข้อต่อต่างๆ และลักษณะทางกายวิภาคของกระดูกสันหลัง โดยสามารถให้การวินิจฉัยโรคกระดูกได้ดีกว่าการตรวจเอกซเรย์ทั่วไป

4. ระบบหลอดเลือด ได้แก่ การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ของหลอดเลือดสมอง หลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดแดงใหญ่ หลอดเลือดแดงไต และหลอดเลือดแดงที่ขา เป็นต้นในการตรวจนี้จำเป็นต้องฉีดสารทึบรังสีเข้าทางหลอดเลือดดำ

เอกซเรย์ธรรมดา(X-Ray) ต่างจากเอกซเรย์คอมพิวเตอร์(CT scan) อย่างไร?

ความแตกต่างระหว่างการเอกซเรย์ธรรมดากับเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ คือเอกซเรย์ธรรมดา จะให้ภาพการตรวจเป็นภาพ 2 มิติ คือกว้าง และยาว ไม่สามารถบอกความลึกได้ และจะให้ภาพเป็นภาพรวมของทั้งอวัยวะ ดังนั้นจึงเป็นข้อจำกัดของเอกซเรย์ธรรมดา เมื่อเปรียบเทียบกับเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ซึ่งใช้เทคโนโลยีในการตรวจที่ซับซ้อนกว่าเอกซเรย์ธรรมดามาก ซึ่งจะให้ภาพเป็น 3 มิติ และยังซอยภาพอวัยวะออกเป็นแผ่นบางๆในภาพตัดขวางได้หลายสิบแผ่น จึงช่วยให้แพทย์อ่านความผิดปกติของอวัยวะนั้นๆได้ละเอียดและแม่นยำกว่า

ประโยชน์ของ CT scan

ด้วยความสามารถในการสร้างภาพที่มีส่วนประกอบของเนื้อเยื่อ กระดูก และระบบหลอดเลือดอยู่รวมกัน จึงทำให้ CT scan มีความสำคัญในการวินิจฉัยโรค และให้รายละเอียดแก่แพทย์ได้เกือบทุกส่วนของร่างกาย ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ไม่ว่าจะเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด โรคกระดูก การได้รับอุบัติเหตุ และการแพร่กระจายของโรคมะเร็ง ที่มาข้อมูลthaibreastcancer

ภาพจาก : วารสารโรงพยาบาลบุรีรัมย์