รายงานพิเศษ เตรียมปรับตัวรับมือปีนี้แล้งหนัก

ปีนี้ประเทศไทยจะประสบปัญหาภัยแล้งหนักเทียบเท่ากับปี 2558 หรืออาจหนักกว่านี้ จึงจำเป็นต้องวางแผนหรือมาตรการบริหารจัดการน้ำให้ดี เพื่อเพียงพอสำหรับการอุปโภค-บริโภค โดยเฉพาะการขอความร่วมมือจากเกษตรกรผู้ปลูกข้าวงดทำนาปรังเพื่อประหยัดน้ำ

สถาบันสารสนเทศน์ทรัพยากรน้ำ (สสน.) ได้คาดการณ์สถานการณ์ภัยแล้งของประเทศไทยปีนี้ หลังพบตั้งแต่เดือนมกราคมถึงธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา ปริมาณฝนเฉลี่ยโดยรวมของไทยน้อยกว่าค่าปกดิร้อยละ 18 โดยเฉพาะพื้นที่ต้นน้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยาในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง พบมีปริมาณฝนน้อยกว่าค่าปกติถึงร้อยละ 24 แม้บางพื้นที่ฝนมีค่าน้อยกว่าปกติถึง 800 มิลลิเมตร ประกอบกับ มีเขื่อนที่มีน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ถึง 9 เขื่อน คือ เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนลำนางรอง เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนทับเสลา เขื่อนกระเสียว เขื่อนคลองสียัด เขื่อนจุฬาภรณ์และเขื่อนอุบลรัตน์

ซึ่งเขื่อนอุบลรัตน์น้ำอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยอยู่ในขั้นวิกฤต ปัจจบันใช้น้ำใต้ระดับกักเก็บไปแล้ว 80 ล้านลูกบาศกเมตร อาจต้องใช้น้ำก้นอ่างสำหรับการอุปโภค-บริโกคตลอดหน้าแล้งนี้ 160 ล้านลูกบาศก์เมตร เช่นเดียวกับภาคใต้มีฝนตกน้อยกว่าค่าปกติและมีน้ำไหลลงเขื่อนรัชชประภาและเขื่อนบางลาง แต่กลับมีน้ำไหลลงเขื่อนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยโดยเฉพาะเขื่อนรัชชประภา จึงน่าเป็นห่วงภาคใต้อาจเสี่ยงต่อภัยแล้งตามมา

ขณะที่ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ติดตามสภาพอากาศ สถานการณ์น้ำปัจจุบัน พื้นที่การเพาะปลูกข้าว การติดตามแผนและผลการบริการจัดการน้ำในแหล่งน้ำต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่มีความสุ่มเสี่ยงเกิดภัยแล้งในอนาคต อย่างลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคตะวันออก และจังหวัดภูเก็ต หลังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ประกาศพื้นที่ภัยแล้งแล้วใน 13 จังหวัด 67 อำเภอ 409 ตำบลทั่วประเทศ คือ เชียงราย น่าน นครพนม มหาสารคาม บึงกาฬ หนองคาย บุรีรัมย์ กาฬสินธุ์ กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา เพชรบูรณ์ อุทัยธานี และนครราชสีมา จำเป็นต้องเตรียมวางแผนรับมือภัยแล้งปีนี้อย่างรอบคอบ

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เล่าให้ฟังว่า เนื่องจากปีที่ผ่านมามีปริมาณฝนตกน้อยและทิ้งช่วงทำให้ปริมาณน้ำฝนตลอดทั้งปีและในทุกภาคมีปริมาณฝนน้อยกว่าปกติถึงร้อยละ 18 ส่งผลให้ปริมาณน้ำในเขื่อนทั้งภาคกลางและภาคตะวันออกมีปริมาณน้ำกักเก็บลดลง ขณะที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่เหลือน้ำกักเก็บประมาณ 4,600 ล้านลูกบาศก์เมตร ต้องบริหารจัดการให้สามารถใช้น้ำจำนวนนี้ตลอดฤดูฝนนี้ หรือประมาณเดือนกรกฎาคม จึงต้องขอความร่วมมือจากกระทรวงมหาดไทยกำชับไปยังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้ทำความเข้าใจกับเกษตรกรและขอความร่วมมืออย่างจริงจังลดการทำเกษตรกรรมในพื้นที่กว่า 2 ล้านไร่ และงดการทำนาปรังไปก่อน เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในการอุปโภค-บริโภคเท่านั้น

สำหรับช่วงเดือนมกราคมถึงกุมภาพันธ์นี้ ประเทศไทยจะมีปริมาณน้ำทะเลหนุนขึ้นสูงจำเป็นจะต้องผันน้ำจากแม่น้ำแม่กลองลงสู่แม่น้ำท่าจีนและแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อผลักดันน้ำทะเลและละลายลิ่มเค็มรักษาคุณภาพน้ำจืดไม่ให้น้ำแปรสภาพเป็นน้ำกร่อย เนื่องจากตั้งแต่ช่วงปลายเดือนธันวาคม 2562 การรุกตัวของความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาได้เริ่มรุกเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยาสูงขึ้นแล้ว จนเริ่มส่งผลกระทบการผลิตน้ำประปา โดยกังวลช่วงเดือนมกราคมถึงมีนาคมความเค็มในแม่น้ำเจ้าพระยาอาจจะรุกตัวหนักกว่านี้ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

แล้งหนัก! แต่มีแผนช่วยเหลือ ขณะนี้ มี 14 จังหวัดที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยประกาศเป็นเขตภัยแล้ง รวม 69 อำเภอ 420 ตำบล 3,785 หมู่บ้าน/ชุมชน

ภาคเหนือ 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย น่าน เพชรบูรณ์ และอุตรดิตถ์ รวม 22 อำเภอ 125 ตำบล 965 หมู่บ้าน

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 7 จังหวัด ได้แก่ นครพนม มหาสารคาม บึงกาฬ หนองคาย บุรีรัมย์ กาฬสินธุ์ และนครราชสีมา รวม 31 อำเภอ 215 ตำบล 2,151 หมู่บ้าน 20 ชุมชน

ภาคกลาง 3 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา และอุทัยธานี รวม 16 อำเภอ 80 ตำบล 649 หมู่บ้าน

พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นห่วง 20 จังหวัดที่ต้องระวังเป็นพิเศษ แต่ได้เตรียมการตั้งแต่เดือนกันยายนปีที่แล้ว มีแผนงานโครงการที่จะนำน้ำมาแก้ไขปัญหาในพื้นที่ต่างๆ

ปัญหาในส่วนของการประปานครหลวง ประสบปัญหาน้ำกร่อย หรือน้ำมีความเค็มจากน้ำทะเลหนุน ซึ่งความเค็มมีผลต่อสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะผู้มีโรคประจำตัว ได้ประสานกรมชลประทานให้เริ่มมีการปล่อยน้ำออกจากเขื่อนในปริมาณที่มากขึ้น เพื่อผลักดันน้ำเค็มกลับสู่ทะเลจนถึงเดือนกรกฎาคม 2563

ขอความร่วมมือจากประชาชนและเกษตรกรให้สูบน้ำไปใช้เพื่อการอุปโภคบริโภคเป็นหลัก ขอความร่วมมือประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัด

ข้อมูลข่าวและที่มา
ผู้สื่อข่าว : ปิยาพรรณ ยังเทียน / สวท.
ผู้เรียบเรียง : กัลยา คงยั่งยืน / สวท. กัลยา คงยั่งยืน / สวท.
แหล่งที่มา : Radio-สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย