บุรีรัมย์ตำน้ำกิน คำพังเพยในอดีตที่บรรยายถึงความแห้งแล้งและแร้นแค้นของจังหวัดบุรีรัมย์เมื่อครั้งก่อนเก่าไว้ในวลีเดียว

กรรมวิธีที่ได้ชื่อว่าเป็น “การตำน้ำกิน” คือ การขุดหลุมดินขนาดย่อมขึ้นก่อน แล้วตักเอาโคลนตมในบ่อ สระ หรือบึง มาใส่หลุมที่ขุดไว้ แล้วย่ำด้วยเท้าจนเป็นเลน หรือนำมาใส่ครุ ไม้ไผ่ยาชัน แล้วตำด้วยไม้ ให้โคนเลนมีความหนาแน่นสูงขึ้น ปล่อยทิ้งไว้ให้ตกตะกอน น้ำจากโคลนเลนจะปรากฎเป็นน้ำใสอยู่ข้างบน ตักไปใช้บริโภคได้ แก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำอันเป็นปัญหาเฉพาะหน้า

“บุรีรัมย์ตำน้ำกิน” เป็นคำพังเพยในอดีตที่แสดงถึงภาวะการขาดแคลนน้ำในบริเวณพื้นที่อันเป็นเขตการปกครองของจังหวัดบุรีรัมย์ในอดีต และแสดงถึงความเฉลียวฉลาดของชาวบุรีรัมย์สมัยก่อนที่นำความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติมาแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำ กรรมวิธีที่ได้ชื่อว่าเป็นการตำน้ำกิน คือ การขุดหลุมดินขนาดย่อมขึ้นก่อน แล้วตักเอาโคลนตมในบ่อ สระ หรือบึง มาใส่หลุมที่ขุดไว้ แล้วย่ำด้วยเท้าจนเป็นเลน

หรือนำมาใส่ครุไม้ไผ่ยาชัน แล้วตำด้วยไม้ให้โคนเลนมีความหนาแน่นสูงขึ้น ปล่อยทิ้งไว้ให้ตกตะกอน น้ำจากโคลนเลนจะปรากฎเป็นน้ำใสอยู่ข้างบนตักไปใช้บริโภคได้ แก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำอันเป็นปัญหาเฉพาะหน้าให้ลุล่วงไปได้

“บุรีรัมย์ตำน้ำกิน” เป็นคำพังเพยที่อยู่ในความทรงจำและความภาคภูมิใจในอดีตของชาวบุรีรัมย์ ในฐานะที่เป็นคำพังเพยที่แสดงถึงความยากลำบากและทรหดอดทนของบรรพบุรุษผู้บุกเบิกแผ่นดิน ให้ประโยชน์ตกทอดแก่ลูกหลาน เหลน ในปัจจุบัน และในฐานะที่สามารถนำความรู้เกี่ยวกับธรรมชาติมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก้ปัญหาการขาดแคลน้ำได้อย่างเฉลียวฉลาด

ปัจจุบันภาวะเรื่องน้ำของจังหวัดบุรีรัมย์ได้เปลี่ยนแปลงไปมาก กรมชลประทานได้สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดต่างๆ เพิ่มขึ้น และสำนักงานเร่งรัดพัฒนาชนบทก็ได้ปิดกั้นทำนบ เหมืองฝาย และขุดลอก ห้วย หนอง คลอง บึง สร้างอ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก สร้างสระน้ำมาตรฐานขึ้นเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานอื่นสร้างถังเก็บน้ำฝน สระน้ำ บ่อน้ำตื้น บ่อบาดาล หอถังจ่ายน้ำโดยสร้างเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้ความหมายและภาพพจน์ของคำพังเพยดังกล่าวได้หมดไปแล้วในปัจจุบัน

ทว่าในปี 2562 ที่ผ่านมา ปรากฏการณ์ของความแห้งแล้งได้กลับมาเยือนบุรีรัมย์อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของน้ำประปาเค็มจากน้ำทะเลหนุน หรือเหตุการณ์ที่น้ำประปาขุ่น น้ำในแม่น้ำแห้งของ ชลประทานจังหวัดเองก็ได้ออกมาแจ้งข่าวสารให้ชาวจังหวัดบุรีรัมย์รับทราบข่าวสารกันอยู่เป็นระลอกๆ ถึงระดับน้ำของห้วยหนองคลองบึงต่างๆของบุรีรัมย์ ตามข่าวที่ BURIRAM WORLD : มหานครอีสานใต้ เซราะกราวออนไลน์ 24 ชม.ได้นำเสนอไปแล้วนั้น

รายงานจากสำนักประชาสัมพันธ์ของรัฐบาลระบุว่า ปีนี้ 2563 ประเทศไทยจะประสบปัญหาภัยแล้งหนักเทียบเท่ากับปี 2558 หรืออาจหนักกว่านี้ จึงจำเป็นต้องวางแผนหรือมาตรการบริหารจัดการน้ำให้ดี เพื่อเพียงพอสำหรับการอุปโภค-บริโภค โดยเฉพาะการขอความร่วมมือจากเกษตรกรผู้ปลูกข้าวงดทำนาปรังเพื่อประหยัดน้ำ

สถาบันสารสนเทศน์ทรัพยากรน้ำ (สสน.) ได้คาดการณ์สถานการณ์ภัยแล้งของประเทศไทยปีนี้ หลังพบตั้งแต่เดือนมกราคมถึงธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา ปริมาณฝนเฉลี่ยโดยรวมของไทยน้อยกว่าค่าปกดิร้อยละ 18

โดยเฉพาะพื้นที่ต้นน้ำของลุ่มน้ำเจ้าพระยาในพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลาง พบมีปริมาณฝนน้อยกว่าค่าปกติถึงร้อยละ 24 แม้บางพื้นที่ฝนมีค่าน้อยกว่าปกติถึง 800 มิลลิเมตร ประกอบกับ มีเขื่อนที่มีน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ถึง 9 เขื่อน คือ เขื่อนลำพระเพลิง เขื่อนลำนางรอง เขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนทับเสลา เขื่อนกระเสียว เขื่อนคลองสียัด เขื่อนจุฬาภรณ์และเขื่อนอุบลรัตน์

ซึ่งเขื่อนอุบลรัตน์น้ำอยู่ในเกณฑ์น้ำน้อยอยู่ในขั้นวิกฤต ปัจจบันใช้น้ำใต้ระดับกักเก็บไปแล้ว 80 ล้านลูกบาศกเมตร อาจต้องใช้น้ำก้นอ่างสำหรับการอุปโภค-บริโกคตลอดหน้าแล้งนี้ 160 ล้านลูกบาศก์เมตร เช่นเดียวกับภาคใต้มีฝนตกน้อยกว่าค่าปกติและมีน้ำไหลลงเขื่อนรัชชประภาและเขื่อนบางลาง แต่กลับมีน้ำไหลลงเขื่อนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยโดยเฉพาะเขื่อนรัชชประภา จึงน่าเป็นห่วงภาคใต้อาจเสี่ยงต่อภัยแล้งตามมา

ขณะที่ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้ติดตามสภาพอากาศ สถานการณ์น้ำปัจจุบัน พื้นที่การเพาะปลูกข้าว การติดตามแผนและผลการบริการจัดการน้ำในแหล่งน้ำต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่มีความสุ่มเสี่ยงเกิดภัยแล้งในอนาคต อย่างลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคตะวันออก และจังหวัดภูเก็ต หลังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ประกาศพื้นที่ภัยแล้งแล้วใน 13 จังหวัด 67 อำเภอ 409 ตำบลทั่วประเทศ คือ เชียงราย น่าน นครพนม มหาสารคาม บึงกาฬ หนองคาย บุรีรัมย์ กาฬสินธุ์ กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา เพชรบูรณ์ อุทัยธานี และนครราชสีมา จำเป็นต้องเตรียมวางแผนรับมือภัยแล้งปีนี้อย่างรอบคอบ

ในวันเสาร์ที่ 28 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา นายเทิดพงศ์ ไทยอุดม ผู้อำนวยการโครงการชลประทานบุรีรัมย์ สำนักงานชลประทานที่ 8 มอบหมายให้ นายชยกร ฤทธิรอด หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรม ร่วมกับ นายสาโรจน์ เหง้าพรหมมินทร์ หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรม โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำนางรอง นายภัทรดร แก้วกมลมาศ หัวหน้าฝ่ายส่งน้ำและบำรุงรักษาที่ 4 โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำนางรอง เข้าร่วม พิธีเปิดเครื่องสูบน้ำ “โครงการผันน้ำจากคลองลำปะเทียเข้าสู่อ่างเก็บน้ำสนามบิน เพื่อแก้ไขปัญหาภัยแล้งในเขตพื้นที่อำเภอประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ โดยมี นายไชยวัฒน์ จุนถิระพงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ และนายรุ่งโรจน์ ทองศรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดบุรีรัมย์ ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีเปิดเครื่องสูบน้ำ ณ คลองต้นโพธิ์ อ.ประโคนชัย จ.บุรีรัมย์

โดยมีความพยายามอย่างยิ่งที่จะแกัปัญหาภัยแล้งที่คืบคลานเข้ามาสู่บุรีรัมย์อีกครั้ง ก็ได้แต่หวังว่า ภัยแล้ง คราวนี้ มนุษย์จะยังคงดำรงชีวิตต่อไปได้อย่างสะดวกสบาย แม้จะมีระบบแก้ปัญหาภัยแล้วที่มีประสิทธิภาพมากว่าเมื่อก่อนแล้ว แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า “หรือเราจะกลับไปสู่ยุคตำน้ำกินอีกครั้ง” กันแน่นะ?