ประวัติความเป็นมาและพัฒนาการทางประวัติศาสตร์จังหวัดบุรีรัมย์

บุรีรัมย์เป็นเมืองแห่งความรื่นรมย์ตามความหมายของชื่อเมืองที่น่าอยู่สำหรับคนในท้องถิ่นและเป็นเมืองที่น่ามาเยือนสำหรับคนต่างถิ่น เมืองปราสาทหินในเขตจังหวัดบุรีรัมย์มากมีไปด้วย ปราสาทหินใหญ่น้อย อันหมายถึงความรุ่งเรืองมาแต่อดีต

จังหวัดบุรีรัมย์ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่เคยเป็นภูเขาไฟมาก่อน เมื่อลาวาผุสลายจึงทําให้พื้นที่
แห่งนี้มีความอุดมสมบูรณ์ของแร่ธาตุอาหารที่มีความสําคัญต่อการเจริญเติบโตของพืชผลทางการเกษตร
นอกจากนั้นจังหวัดบุรีรัมย์ยังมีแม่น้ําสายหลักและลําน้ําสาขาอีกมากมาย ได้แก่ แม่น้ํามูล แม่น้ําชี
ลําปลายมาศ ลํานางรอง ลําจังหัน และห้วยตลาด เป็นต้น ซึ่งนับว่าเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการตั้งถิ่นฐานของ
มนุษย์จากการศึกษาของนักประวัติศาสตร์และการสํารวจขุดค้นทางโบราณคดีได้พบหลักฐานต่าง ๆ
จํานวนมาก โดยในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ได้มีการสํารวจพบชุมชนโบราณกว่า 144 แห่ง (สภา
วัฒนธรรมจังหวัดบุรีรัมย์, 2555) และจากการขุดค้นทางโบราณคดีที่แหล่งโบราณคดีที่บ้านตะโก อําเภอ
เมืองบุรีรัมย์พบหลักฐานทางโบราณคดีจํานวนมาก เช่น โครงกระดูกมนุษย์ขวานหินขัด ขวานสําริด
ขวานเหล็ก กําไลสําริด และเครื่องปั้นดินเผาเนื้อหยาบหนา ตลอดจนเศษอาหารจําพวกกระดูกสัตว์และ
เปลือกหอยต่างๆเป็นจํานวนมาก จากหลักฐานดังกล่าวสามารถบอกให้ทราบถึงสภาพวิถีชีวิต คติความเชื่อ
และระบบนิเวศของคนในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม ช่วงที่น่าจะมีการสร้างเมืองเก่าบุรีรัมย์โดยการขุดคูน้ํา-คันดินขึ้นนั้น
ไม่ปรากฏหลักฐานที่ชัดเจน มีเพียงพงศาวดารที่ระบุว่าเมืองเก่าบุรีรัมย์ตกอยู่ภายใต้การปกครองของ
กรุงศรีอยุธยา โดยขึ้นกับข้าหลวงแห่งเมืองนครราชสีมา โดยในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้ทรง
แต่งตั้งให้พระยายมราชครองเมืองนครราชสีมา และในสมัยนั้นเมืองนครราชสีมามีเมืองขึ้นอยู่ 5 เมือง
(คณะกรรมการฝ่ายประมวลเอกสารและจดหมายเหตุ, 2544) คือ นครจันทึก ชัยภูมิพิมาย บุรีรัมย์และ
นางรอง ต่อมาได้ขยายเป็น 9 เมือง คือ จตุรัส ภูเขียว เกษตรสมบูรณ์ชนบท พุทไธสง ประโคนชัย รัตนบุรี
ปักธงชัย และบําเหน็จณรงค์

ในสมัยกรุงธนบุรีราวปีพ.ศ.2319 พระยานางรองเจ้าเมืองนางรอง ซึ่งเป็นเมืองขึ้น
ของเมืองนครราชสีมา เกิดวิวาทกับพระยานครราชสีมาแล้วเอาเมืองนางรองไปขึ้นต่อเจ้าโอ เจ้าเมืองนคร
จําปาศักดิ์ซึ่งตั้งตัวเป็นอิสระอยู่ เจ้าโอเห็นว่า กรุงศรีอยุธยาถูกพม่าย่ํายีอ่อนกําลังแล้ว จึงรับเมืองนางรอง

เป็นเมืองขึ้น พระยานางรองเห็นว่ามีอํานาจของเจ้านครจําปาศักดิ์สนับสนุนอยู่จึงแข็งเมือง ไม่ขึ้นต่อเมือง
นครราชสีมา พระยานครราชสีมาจึงแจ้งเข้ามายังกรุงธนบุรีสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จึงโปรดเกล้าฯ
ให้เจ้าพระยาจักรีเป็นแม่ทัพยกกองทัพไปปราบเจ้าเมืองนางรอง เมืองจําปาศักดิ์โดยมีเจ้าพระยาสุรสีห์คุม
กองทัพไปช่วยเหลือเจ้าพระยาจักรีด้วย เจ้าโอและเจ้าอินแห่งนครจําปาศักดิ์สู้ไม่ได้จึงหลบหนีไปทางใต้
กองทัพไทยตามจับได้ที่เมืองสีทันดร หลังจากเจ้าพระยาจักรีตีได้เมืองนครจําปาศักดิ์เมืองสีทันดร และ
เมืองอัตปือแล้ว เจ้าพระยาจักรีได้เกลี้ยกล่อมหัวเมืองเขมรป่าดง คือ เมืองสุรินทร์เมืองสังขะ เมืองขุขันธ์
ให้มาอยู่ในอํานาจของกรุงธนบุรีระหว่างเดินทัพกลับได้พบเมืองร้างบริเวณลําห้วยจระเข้มาก เห็นว่าเป็น
ชัยภูมิเหมาะสมที่จะตั้งเมือง แต่สถานที่เดิมเป็นป่าดงดิบมีไข้ป่าชุกชุม จึงได้อพยพผู้คนที่อยู่กระจัด
กระจายอยู่รอบนอก ให้มาตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่บริเวณบ้านโคกหัวช้าง บ้านทะมาน (บริเวณรอบ ๆ วัด
กลางในปัจจุบัน) แล้วตั้งเมืองใหม่เรียกว่า เมืองแปะ อันเป็นที่มาของการก่อกําเนิดเมืองบุรีรัมย์ในเวลา
ต่อมา แล้วเจ้าพระยาจักรีก็ได้ให้บุตรเจ้าเมืองพุทไธสมัน เป็นผู้ครองเมืองแปะ ต่อมาในภายหลังได้รับ
บรรดาศักดิ์เป็นพระยานครภักดี

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ปีพ.ศ. 2370 ตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
รัชกาลที่ 3 เจ้าอนุวงศ์เจ้าเมืองเวียงจันทน์ได้ก่อการกบฏ โดยให้เจ้าราชวงศ์ยกทัพมากวาดต้อนผู้คนและ
เสบียงอาหารแถบเมืองพุทไธสง เมืองนางรอง และเมืองแปะ พระนครภักดี (หงส์) นําราษฎรออกทําการ
ต่อสู้แต่เนื่องจากมีกําลังพลน้อยกว่า จึงได้ถอยทัพหนีไปตั้งหลักอยู่ที่เมืองพุทไธสมัน พวกเวียงจันทน์
ติดตามจับพระนครภักดีและครอบครัวได้ที่ช่องเสม็ด นําไปให้เจ้าราชวงศ์ซึ่งตั้งทัพรออยู่ที่ทุ่งสุวรรณภูมิ
(ปัจจุบันอยู่ในเขตจังหวัดร้อยเอ็ด) พระนครภักดีถูกฆ่าตาย ต่อมาเมื่อทัพหลวงของไทยตีกองทัพเจ้า
อนุวงศ์เวียงจันทน์แตกกลับไปแล้ว จึงได้ตั้งให้หลวงปลัด บุตรชายพระนครภักดี (หงส์) เป็นผู้รั้งตําแหน่ง
เจ้าเมืองแทน สันนิษฐานว่าเมืองแปะเปลี่ยนชื่อเป็นเมืองบุรีรัมย์สมัยปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เมื่อมีการปฏิรูปการปกครอง เมืองบุรีรัมย์ได้เปลี่ยนไปขึ้นต่อหัวเมือง
ลาวฝ่ายเหนือ มีเมืองขึ้น 1 เมือง คือ เมืองนางรอง ส่วนบางเมือง เช่น พุทไธสง ตะลุง (ประโคนชัย)
ปัจจุบันเป็นอําเภออยู่ในจังหวัดบุรีรัมย์ในเวลาต่อมาได้เป็นเมืองขึ้นของเมืองนครราชสีมา และขึ้นต่อหัว
เมืองลาวกลาง

ในปีพ.ศ.2442 ได้มีการเปลี่ยนแปลงกําหนดชื่อและพื้นที่มณฑลขึ้นใหม่ เมืองนางรอง
บุรีรัมย์ประโคนชัย พุทไธสง และเมืองรัตนบุรีรวมเรียกว่า บริเวณนางรอง ได้เปลี่ยนให้เรียกว่า เมือง
นางรอง และยกให้เป็นเมืองจัตวาเมืองหนึ่ง และในปีพ.ศ. 2450 ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้
กระทรวงมหาดไทย ปรับปรุงหัวเมืองภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นมณฑล เมือง และอําเภอเมืองบุรีรัมย์
ขึ้นกับมณฑลนครราชสีมา มีอําเภอในสังกัด 4 อําเภอ ได้แก่ อําเภอพุทไธสง ประโคนชัย รัตนบุรีและ
นางรอง ต่อมาในปีพ.ศ.2455 มณฑลอีสานแบ่งออกเป็นสองมณฑล คือ มณฑลอุบลราชธานีและมณฑล
ร้อยเอ็ดในภายหลังมณฑลทั้งสองได้ถูกรวมเข้ากับมณฑลนครราชสีมาต่อมาในปีพ.ศ. 2465

ต่อมาได้มีการตราพระราชบัญญัติระเบียบบริหารแห่งราชอาณาจักรสยาม พ.ศ. 2476 ขึ้น ยุบมณฑลนครราชสีมา จัดระเบียบบริหารราชการส่วนภูมิภาคออกเป็นจังหวัดและอำเภอ เมืองบุรีรัมย์จึงมีฐานะเป็น จังหวัดบุรีรัมย์ ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา