นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติจำนวนมากเฝ้ารอชมขบวนแห่เทพพาหนะทั้ง 10 ทิศ และจำลองขบวนเสด็จของพระนางภูปตินทรลักษมีเทวี ที่สวยงามยิ่งใหญ่ตระการตา ในงานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้งประจำปี 2560 ที่จังหวัดบุรีรัมย์

วันนี้(01 เม.ย. 60) เวลา 17.00 น.นายอนุสรณ์ แก้วกังวาล ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ เปิดงานประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง ประจำปี 2560 ที่ ปราสาทหินพนมรุ้ง อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.บุรีรัมย์ โดยมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติจำนวนมากเฝ้ารอชมขบวนแห่เทพพาหนะ10 ทิศ และริ้วขบวนหลวงของพระนางภูปตินทรลักษมีเทวี

ซึ่งเป็นพระมารดาของเจ้าชายนเรนทราทิตย์ ผู้สร้างปราสาทพนมรุ้ง พร้อมนางจริยา นางสนองพระโอษฐ เพื่อถวายสักการะแด่เทพผู้พิทักษ์ทิศทั้ง 10 แห่งจักรวาล อย่างยิ่งใหญ่ตระการตา ซึ่งในปีจังหวัดบุรีรัมย์จัดขึ้นภายใต้ สโลแกน “แปลกใหม่ ยิ่งใหญ่ อลังการด้วยมาตรฐานบุรีรัมย์” ส่งเสริมการท่องเที่ยวอารยธรรม เชื่อมโยงการท่องเที่ยวกีฬามาตรฐานโลก

สำหรับในปีนี้ ได้มีการประกอบพิธีถวายดอกไม้สักการะเทพเจ้า ณ ภาพจำหลักบัวแปดกลีบ สะพานนาคราช ชั้นที่ 1 โดยมีนายอนุสรณ์ แก้วกังวาล พร้อมด้วยรองผู้ว่าฯ ได้แก่ นายประภาส รักษาทรัพย์ นายดำรงชัย เนรมิตตกพงศ์ นายปริญญา โพธิสัตย์ เป็นผู้อัญเชิญ ตามด้วย ขบวนเทิดภักดีรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 ขบวนอัญเชิญพระศิวะมหาเทพ ขบวนสัตว์พาหนะเทพผู้พิทักษ์ประจำทิศทั้ง 10 ทิศ ประกอบด้วย

ขบวนที่ 1 หงส์ พาหนะของพระพรหม เป็นเทพเจ้าประจำทิศเบื้องบน /

ขบวนที่ 2 ช้าง พาหนะของพระอินทร์ เป็นเทพเจ้าประจำทิศตะวันออก /

ขบวนที่ 3 วัว พาหนะของพระอิสวน เป็นเทพเจ้าประจำทิศตะวันอกเฉียงเหนือ /

ขบวนที่ 4 แรด พาหนะของพระอัคนี เป็นเทพเจ้าประจำทิศตะวันออกเฉียงใต้ /

ขบวนที่ 5 คชสีห์ พาหนะของพระกุเวร เป็นเทพเจ้าประจำทิศเหนือ/

ขบวนที่ 6 นกยูง พาหนะของพระขันธกุมาร เป็นเทพเจ้าประจำทิศใต้ /

ขบวนที่ 7 นาค พาหนะของพระวิรุณ เป็นเทพเจ้าประจำทิศตะวันตก /

ขบวนที่ 8 ม้า พาหนะของพระพาย เป็นเทพเจ้าประจำทิศตะวันตกเฉียงเหนือ /

ขบวนที่ 9 รากษส พาหนะของพระนิรฤติ เป็นเทพเจ้าประจำทิศตะวันตกเฉียงใต้ /

ขบวนที่ 10 กระบือ พาหนะของพระยม เป็นเทพเจ้าประจำทิศเบื้องล่าง

และขบวนจำลองการเสด็จของพระนางภูปตินทรลักษมีเทวี โดยในปีนี้ได้รับเกียรติจาก ” โบว์ลิ่ง” ปริศนา กัมพูสิริ นางสาวไทย ประจำปี 2555 เป็นผู้แสดง รับบทแสดงเป็นพระนางภูปตินทรลักษมีเทวี มีชายฉกรรจ์ล่ำสันแบกหามเคลื่อนไปอย่างช้าๆอย่างงดงาม

ประวัติพระนางภูปตินทรลักษมีเทวี

อำไพ คำโท (2527 : 93, 95) ได้กล่าวไว้ในหนังสือสมบัติอีสานใต้ ครั้งที่ 3 ในเรื่อง ศิลาจารึกภาษาขอม ปราสาทหินเขาพนมรุ้ง โดยได้กล่าวถึง ศิลาจารึกปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์. จารึกด้วยภาษาสันสกฤต ปรากฏอยู่ด้านที่ 1 บทที่ 8 บรรทัดที่ 15-16 มีข้อความในศิลาจารึก และคำแปลที่กล่าวถึงพระนางภูปตินทรลักษมีเทวี ดังต่อไปนี้

บทที่ 8

(บรรทัดที่ 15) ภูภฺฤทฺภวานฺยภวา ภุวิ ภูปตนฺทฺรลกษฺมีรฺ วภูว ภูวนภิมตา ภวฺานี

(บรรทัดที่ 16) ศฺรีสูรฺยยปิตฺรนุภาวา จตุรนฺ นเรนฺทฺรา ทิตฺยาภิทํ (ต) มฺ อสุฤชชฺ ชคทินฺทุวิมฺวมฺ

คำแปลบทที่ 8

ภูปตนทรลักษมี ถือกำเนิดในราชสกุลวงศ์ นางได้รับความนับถือจากบุคคลทั้งหลายว่าเป็นอวตาร (ภวานี) เป็นผู้ประกอบด้วยคุณลักษณะแห่งพระบิดา คือ พระเจ้าสูรย (วรมัน) นางได้ให้กำเนิดแก่ นเรนทราทิตย์ ผู้คล่องแคล่ว และเปรียบเสมือนดวงจันทร์ สำหรับผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่

หลักฐานข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ที่ปรากฏในศิลาจารึกปราสาทพนมรุ้ง ได้มีการศึกษาโดยนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี หลายท่าน อาทิ ศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดย์, สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี, ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล, ศาสตาจารย์มานิตย์ วัลลิโภดม, รศ.ดร.ม.ร.ว.สุริยวุฒิ สุขสวัสดิ์, คุณอำไพ คำโท เป็นต้น

หลักฐานที่ปรากฏในศิลาจารึก ปราสาทพนมรุ้ง จังหวัดบุรีรัมย์ ได้กล่าวแสดงถึงผู้สืบเชื้อสายราชวงศ์กษัตริย์ ผู้ครองราชย์เมืองพระนคร (ในประเทศกัมพูชา ปัจจุบัน) มีความสัมพันธ์กับองค์นเรนทราทิตย์ ผู้ทรงสละความเป็นราชตระกูลมาบำเพ็ญพรตเป็นโยคี ณ เขาพนมรุ้ง บทที่ 8 บรรทัดที่ 15-16 ระบุให้สันนิษฐานได้ว่า

พระนางภูปตินทรลักษมีเทวี เป็นพระธิดาของกษัตริย์สูรยาวรมันที่ 2 ซึ่งครองราชย์ที่เมือง พระนคร ในระหว่างปี พ.ศ. 1655-1695 และ องค์นเรนทราทิตย์ เป็นพระโอรสขงพระนางภูปตินทรลักษมีเทวี ซึ่งต่อมาองค์นเรนทราทิตย์

ได้ทรงสละความเป็นราชตระกูลมาบำเพ็ญพรตเป็นโยคี โดยมีพระโอรสองค์หนึ่ง คือ เจ้าชายหิรัณยะ ซึ่งมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าเจ้าชายหิรัณยะ คือ ผู้สร้างศิลาจารึกปราสาทพนมรุ้ง หลักที่ 120

อำไพ คำโท ได้กล่าวถึง ศิลาจารึกปราสาทพนมรุ้งด้านที่ 4 บทที่ 27 บรรทัดที่ 6-8 มีข้อความในศิลาจารึก และคำแปลที่กล่าวถึง องค์นเรนทราทิตย์ และหิรัณยะ ดังต่อไปนี้

บทที่ 28

(บรรทัดที่ 5) ( ศิ ) ษฺยสฺ สุตศฺ จ สุปิตุสฺ สุคุโรรฺ นเรนฺทฺรา

(บรรทัดที่ 6) ทิตฺยสย โส ยมฺ อุทิโต วรุณารุกกว

(บรรทัดที่ 7) วิงฺศตยตีตวยสา สเมติษฺฐิปตฺ ตทฺ

(บรรทัดที่ 8) หิรณฺยชนกํ ส หิรณยนามา

คำแปลบทที่ 28
ศิษย์และบุตรของนเรนทราทิตย์ ผู้เป็นบิดาที่ที่และอาจารย์ที่ดี เขาได้ถือกำเนิดมาดั่งดวงอาทิตย์ จากมหาสมุทร… และเมื่อเขาอายุพ้น 20 ปี เขาก็ได้ให้ช่างสร้างประติมากรรมรูปอันนี้เป็นรูปแห่งบิดาของเขา หล่อขึ้นด้วยทอง เขาผู้นี้นามว่า หิรัณยะ

จากหลักฐานที่ปรากฏในศิลาจารึกพนมรุ้ง ทำให้เป็นข้อมูลสันนิษฐานได้ว่า เจ้าชายหิรัณญะ ผู้สืบสายราชวงศ์ มหิธรปุระ เป็นกษัตริย์ผู้ทรงสร้างอาณาจักรที่เคยมีความเจริญรุ่งเรืองในอดีตนับพันปีในอาณาจักร หรือแคว้นอันเป็นที่ตั้งของปราสาทหินเขาพนมรุ้ง ปราสาทหินเมืองต่ำ

ซึ่งปัจจุบันได้กลายเป็นดินแดนอันสงบสุขที่มีความโดดเด่น งดงามสูงส่งทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และโบราณคดี มอบไว้เป็นมรดกอันล้ำค่าให้รุ่นลูกรุ่นหลานชาวจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งมีกลุ่มชนที่อาศัยอยู่อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอดในดินแดนที่เคยปกครองโดยกษัตริย์ราชวงศ์มหิธรปุระแห่งเมืองพนมรุ้ง

ประวัติและที่มาของขบวนเสด็จพระนางภูปตินทรลักษมีเทวี

สุรินทร์ คล้ายจินดา (2534 : 6 – 7 และ 12 – 15) ได้กล่าวไว้ในบทการแสดงแสง – เสียง ชุด “มหาเทวปราสาทพนมรุ้ง” เนื่องในโอกาสพิธีเปิดอุทธยานประวัติศาสตร์ปราสาทพนมรุ้ง โดยอำนวยการสร้างและจัดแสดงโดยจังหวัดบุรีรัมย์ กรมศิลปากร และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้กล่าวถึงที่มาของขบวนเสด็จพระนางภูปตินทรลักษมีเทวีไว้ในฉากที่ 2 : อดีตสมัย

บทสนทนาระหว่าง องค์เรนทรทิตย์ กับ หิรัณยะ

คำบรรยาย

“หิรัณยะ บุตรแห่งเรา พวกเราสายเลือดมหิธร มีความเชื่อมั่นยิ่งนักในมหิทธานุภาพแห่ง องค์ศิวะมหาเทพ จึงสร้างเทวาลัยเพื่อบูชาพระองค์ไว้บนยอดเขา หิรัณยะ เจ้าจดจำศิวะราตรีในปีนั้นได้หรือไม่”

  • – ให้ผู้แสดงจัดขบวนแห่ประทีปโคมไฟ แต่ยังไม่จุดโคมไฟ จัดขบวนในความมืด เมื่อปรากฏร่างองค์อินทราทิตย์ที่สะพานนาคราช
  • – เมื่อเริ่มคำบรรยาย “เมื่อเจ้าอายุ 7 ขวบ … จึงจุดประทีปโคมไฟ แล้วเคลื่อนขบวนมายัง หน้าปราสาท

คำบรรยาย

“หิรัณยะ เมื่อเจ้าอายุ 7 ขวบ ศิวะราตรีของปีนั้น พระแม่เจ้าภูปตินทรลักษมีเสด็จมาบวงสรวงองค์ศิวะมหาเทพ แล้วถวายเทพพาหนะ ขบวนแห่เทพพาหนะ ประดับธงทิวหลากสี ผู้คนมากมายระดมประโคมเครื่องเสียงก้องกังวานไปทั้งภูผา กลางแสงเจิดจ้าของดวงตะวัน”

โดยได้กล่าวถึงตัวละคร และอุปกรณ์การแสดงในขบวนเสด็จของพระนางภูปตินทรลักษมีเทวี ไว้ดังต่อไปนี้

ฉากที่ 2 อดีตสมัย

ตัวละคร

  • 1. พระนางภูปตินทรลักษมี
  • 2. แม่นางสุรภี สาวพรหมจารีย์ผู้รำบวงสรวง
  • 3. ทหารหญิง 16 คน
  • 4. คหบดี 15-20 คน
  • 5. พนักงานแบกเสลี่ยงผลไม้บวงสรวง 12 คน
  • 6. คนรับใช้ 20 คน (ชายหรือหญิงให้เป็นคู่)
  • 7. นางสนม (หรือผู้ติดตามประเภท 2)
  • 8. พราหมณ์ 3 คน (จากแรก 3 และเพิ่มอีก 1 คน)
  • 9. พราหมณ์ 4 คน
  • 10. นักดนตรี 5 คน

อุปกรณ์การแสดง

1. ฉัตรดอกไม้ไหว 4 ฉัตร (ทหารหญิง 4 คน)

2. กลด 2 คัน (ทหารหญิง 2 คน)

3. คบเพลิง 12 อัน (คนรับใช้ 12 คน)

4. เสลี่ยงผลไม้ 3 เสลี่ยง (ทหารชาย 12 คน)

5. พานพนมดอกไม้ 4 พาน (ทหารหญิง 4 คน)

6. ระฆัง (ธิเบต) นำขบวน (พราหมณ์ 1 คน)

7. ผ้าขาวปูลาดพระบาท (ยาว 40 เมตร) พร้อมแท่งเหล็กขนาด 6 หุน ยาวเท่งละ 120 เซนติเมตร 24 แท่ง (ทหารชาย 2 คน)

8. เชิงเทียน (ปักเทียน 5 เล่ม) 2 เชิง (ทหารชาย 2 คน)

9. กระถางธูป (ขนาดปาก 10 นิ้ว) (ทหารชาย 1 คน)

10. โคมช่อ (ช่อละ 6 โคม) 2 ช่อ (ทหารหญิง 2 คน)

11. อาวุธ (ดาบ, หอก, โล่) 4 ชุด (ทหารหญิง 4 คน)

12. โต๊ะหมู่ 1 ชุด

13. ตั่งนั่ง 1 ตัว

14. พัดโบก 2 พัด (จากฉากที่ 3)

15. เทริด (ของนางรำ) พร้อมด้วยพานรอง

16. พวงมาลัยดอกดาวเรือง 1 พวงใหญ่, ดอกมะลิ 1 พวง

การจัดแสดงแสง-เสียง ชุด “มหาเทวปราสาทพนมรุ้ง” ได้บรรยายภาพขบวนเสด็จพระนาง ภูปตินทรลักษมีเทวี ในพิธีพวงสรวงองค์ศิวะมหาเทพ และถวายเทพพาหนะมีความงดงามตระการตา และให้ความรู้สึกย้อนรำลึกถึงภาพเหตุการณ์ในอดีตได้อย่างงดงามน่าประทับใจยิ่ง

ในเรื่องราวที่ผ่านระยะเวลานับพันปี โดยสุรินทร์ คล้ายจินดา ได้เขียนบทการแสดงแสง-เสียง เหตุการณ์ซึ่งเป็นที่มาของขบวนเสด็จพระนางภูปตินทรลักษมีเทวี ในประเพณีขึ้นเขาพนมรุ้ง เพื่อให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษา มีบท การแสดงในหน้า 13-15 ดังต่อไปนี้

คำบรรยาย

“ครั้นรัตติกาลพาความมืดมาห่อคลุมขุนเขา เบื้องบนโน้นกลางห้วงเวหาหาว ดวงดาวระยิบ ระยิบ กระพริบ เต็มแผ่นฟ้า เบื้องล่างนั้นเล่าแสงประทีปในขบวนเสด็จของพระแม่เจ้าก็ดุจเดียวกับ แสงดาวเบื้องบน ลอยเลื่อนเคลื่อนขึ้นมายังเบื้องหน้ามหาเทวลัย

  • – เสียงครางระฆัง
  • – เสียงนกกลางคืนร้อง บินข้ามศีรษะ
  • – เสียงดวงวิญญาณ, เพลง

การแสดง

– ขบวนพระแม่เจ้าฯ เคลื่อนขึ้นมายังหน้าปราสาท

– พราหมณ์ 2 คน (จากฉากที่ 2) พาคนออกมาจัดที่ทางเตรียมรับเครื่องบวงสรวง

– นำหน้าขบวนด้วยพราหมณ์ ครางระฆัง

– ขบวนขึ้นมาถึงหน้าปราสาท พนักงานจัดเครื่องบวงสรวง พระแม่เจ้าฯ กระทำสักการะ แล้วไปประทับที่ตั่ง เครื่องประดับขบวน (ฉัตรดอกไม้ไหว, โคมช่อ, พัดโบก, กลด, คบเพลิง) ยืนประดับฉาก เชิญพานเทริด และพานพวงมาลัยมายังพระแม่เจ้า แม่นางสุรภีนั่งที่มุมหนึ่งแล้วคลานเข้ามากราบพระแม่เจ้าฯ พระแม้เจ้ามอบเทริด พนักงานช่วยจัดเทริดสวมศีรษะแม่นางฯ มอบพวงมาลัยดอกดาวเรือง แม่นางรับก้มกราบ คลานออกมา สักการะถวายพวงมาลัยฯ ดนตรีบรรเลง เริ่มบวงสรวง

คำบรรยาย

“ครานั้นแม่นางสุรภี สาวพรหมจารย์ เป็นผู้ร่ายรำถวายสักการะแด่พระศิวะมหาเทพ นางนั้น มีวงพักตร์งามผ่องใสดุจพระจันทร์วันเพ็ญ เรือนร่างเอวองค์ทรวดทรงทั่วสารพางค์ไม่มีใครเปรียบได้ ลีลาเยื้องย้ายร่างก็ดุจเทพประทานมา ท่านยังจำได้มั้ย ประภูวิษัยวานน”

– การรำบวงสรวง 3 นาที

– เมื่อรำจบ แม่นางสุรภีกราบที่แท่นเครื่องบวงสรวง

– พระแม่เจ้าฯ รับพวงมาลัยดอกมะลิ ลุกขึ้นเดินขึ้นไปบนสะพานนาค พราหมณ์เดินนำโปรยดอกดาวเรือง พระแม่เจ้าฯ ไปหยุดอยู่กลางสะพานนาค แล้วแสดงท่าตามคำบรรยาย

– เพลง

– แสงสีเหลืองที่สะพานนาค, ที่รูปโยคี, ปล่อยควันในปราสาท

คำบรรยาย

“ที่นั่น บนสะพานนาคราชนั้น พราหมณ์โปรยดอกดาวเรืองสีเหลืองสว่างราวกับปูลาดด้วย ทองคำ พระแม่เจ้าประทับยืนอยู่เหนือดอกไม้ เงยพระพักตร์ เพ่งสายพระเนตรไปที่หมาโยคี ยกพระหัตถ์ทั้งสองประคองมาลัยมะลิกระพุ่มพนม พลางย่อพระองค์ลงคุกเข่าพระโอษฐเปล่งพระสุรเสียง โอม นมัศ ศิวายะ”

– เมื่อพระแม่เจ้าทรุดกายลงนั่ง, ผู้แสดงอื่น ๆ หมอบกราบ

– พราหมณ์มาเชิญเสด็จเข้าในปราสาท

– ผู้แสดงอื่น ๆ เข้าที่ประตูด้านข้าง

– เมื่อพระแม่เจ้าเสด็จเข้าไปแล้ว แสงภายนอกปิดมืดลง ให้ผู้แสดงช่วยเก็บอุปกรณ์ เข้าปราสาทไปด้วย

คำบรรยาย

“พราหมณ์ปุโรหิต นำเสด็จผ่านโคปุระ”

– ปล่อยควันในปราสาท

– แสงสีเหลืองฉายที่ปรางค์ประธาน

คำบรรยาย

“ภายในปรางค์ประธาน องค์สุวรรณลิงคัม ประดิษฐานอยู่เหนือพระแท่นโยนิโทรณะ ท่ามกลางหมอกควันของกำยานเผา หอมกรุ่นมาจากมุมทั้งสี่ ในห้องครรภคฤห เครื่องสังเวย ทั้งนม เนย น้ำผึ้ง น้ำจันทร์ ข้าวสาร ข้าวสุก วางอยู่เรียงราย พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์เริ่มขึ้นเมื่อโรยดินเทศลงเหนือสุวรรณลิงคัม แล้วราดรดด้วยน้ำบริสุทธิ์จากกุณโฑทองคำ น้ำเปลี่ยนเป็นสีแดงเมื่อผ่านดินเทศแล้วไหลไปตามโสมสูตรสู่ภายนอก พิธีบวงสรวงมหาเทพและพระแม่อุมาเทวีสัมฤทธิ์ผล”

– เสียงราดน้ำ

– เสียงสังข์ บัณเฑาะว์ สวดมนต์

– แสงสีน้ำเงินทั้งหมด

– เสียงลมพัด

– เพลงอารมณ์โศกเศร้า (ตุม-มุง)

คำบรรยาย

“ตั้งแต่ศิวะราตรีปีนั้น พระแม่เจ้า จากไป ไม่กลับมาอีก พระแม่เจ้าคงเสด็จส่งศานติ ความสงบนิรันดร”

———————–

สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดบุรีรัมย์
บ้านจอมยุทธ
สุรชัย พิรักษา สวท บุรีรัมย์