สำนักงานคลังจังหวัดบุรีรัมย์ เผยรายงานประมาณการเศรษฐกิจจังหวัดบุรีรัมย์ ประจำไตรมาสที่ 3/2560 (เดือนกันยายน 2560) มีรายละเอียดดังนี้

ภาพรวมเศรษฐกิจจังหวัดบุรีรัมย์ ปี 2560 และแนวโน้มปี 2561

“เศรษฐกิจจังหวัดบุรีรัมย์ปี 2560 คาดว่าจะหดตัวที่ร้อยละ -0.5 โดยมีการผลิตภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการเป็นแรงฉุดอันส่งผลต่อการหดตัวทางเศรษฐกิจของจังหวัด ส่วนแนวโน้มปี 2561 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 0.7 ตามการผลิตภาคภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนภาคเอกชนเป็นแรงขับเคลื่อนสาคัญทางเศรษฐกิจ”

ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดบุรีรัมย์ (GPP) ปี 2560 คาดว่าจะมีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาประจำปี เท่ากับ 75,031 ล้านบาท ลดลงจากปี 2559 เท่ากับ 45 ล้านบาท ส่วนปี 2561 คาดว่าจะมีมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาประจำปี เท่ากับ 75,761 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2560 เท่ากับ 730 ล้านบาท

ผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดต่อหัว (GPP Per capita) ปี 2560 คาดว่าจะมีค่าเท่ากับ 60,685 บาท/คน/ปี เพิ่มขึ้นจากปี 2559 เท่ากับ 164 บาท ส่วนปี 2561 คาดว่าจะมีค่าเท่ากับ 61,480 บาท เพิ่มขึ้นจากปี 2560 เท่ากับ 795 บาท

อัตราการขยายตัวมูลค่าเพิ่ม ณ ราคาคงที่ ปี 2560 คาดว่าภาพรวมเศรษฐกิจจังหวัดบุรีรัมย์จะหดตัวร้อยละ -0.5 จากที่ขยายตัวร้อยละ 6.3 ในปี 2559 ส่วนปี 2561 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 0.7 จากที่หดตัวร้อยละ -0.5

ด้านอุปสงค์ (GPPD) ปริมาณความต้องการและอานาจซื้อในสินค้าและบริการของจังหวัด ประกอบด้วย การบริโภคภาคเอกชน (CP) การลงทุนภาคเอกชน (IP) และการใช้จ่ายภาครัฐบาล (G) โดยปี 2560 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.9 แรงขับการขยายตัวด้านอุปสงค์ (GPPD) มาจากการลงทุนภาคเอกชนที่ขยายตัวร้อยละ 2.7 ตามการขยายตัวของสินเชื่อเพื่อการลงทุนในจังหวัด

การบริโภคภาคเอกชนขยายตัวร้อยละ 5.0 ตามจานวนรถยนต์และรถจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่เพิ่มขึ้น และการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวร้อยละ 4.0 ตามการขยายตัวของการเบิกจ่ายงบประจาและงบลงทุนของ อปท.ที่เพิ่มขึ้น ในปี 2561 คาดว่าจะขยายตัวอย่างต่อเนื่องร้อยละ 5.7 แรงขับการขยายตัวด้านอุปสงค์ (GPPD) มาจากการลงทุนภาคเอกชนขยายตัว ร้อยละ 5.8 ตามจานวนรถยนต์เพื่อการพาณิชย์และสินเชื่อเพื่อการลงทุนที่เพิ่มขึ้น

การบริโภคภาคเอกชนชะลอตัวร้อยละ 2.3 ตามการชะลอตัวของภาษีมูลค่าเพิ่มที่จัดเก็บได้ ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐหดตัวร้อยละ -0.4 ตามการชะลอตัวของการเบิกจ่ายงบประจาของส่วนราชการ

ด้านอุปทาน (GPPS) ปริมาณสินค้าและบริการที่ต้องการผลิตออกสู่ตลาดของจังหวัดบุรีรัมย์ ประกอบด้วยผลผลิตภาคการเกษตร (API) ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม (IPI) และผลผลิตภาคบริการ (SI) โดยปี 2560 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 3.5 แรงขับการขยายตัวด้านอุปทาน (GPPS) เกิดจากการผลิตภาคบริการคาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.7 จากรายได้สนามบินและจานวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น

การผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัวร้อยละ 2.5 ตามจานวนโรงงานอุตสาหกรรมและทุนจดทะเบียนของอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น การผลิต ภาคเกษตรกรรมขยายตัวร้อยละ 2.1 ตามปริมาณผลผลิตภาคเกษตรกรรมที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น ส่วนปี 2561 คาดว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.0 แรงขับการขยายตัวด้านอุปทาน (GPPS) เกิดจากการผลิต ภาคอุตสาหกรรมคาดว่าจะขยายร้อยละ 2.9 ตามปริมาณการใช้ไฟฟ้าและทุนจดทะเบียนอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น

ภาคบริการขยายตัวร้อยละ 2.2 การขยายตัวของจานวนนักท่องเที่ยว (ผู้มาเยี่ยมเยือน) และรายได้จากการค้าส่งค้าปลีกในจังหวัด การผลิตภาคเกษตรคาดว่าขยายตัวร้อยละ 0.2 ตามการเพิ่มขึ้นของปริมาณผลผลิตอ้อย มันสาปะหลัง

ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจ คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2560 อยู่ที่ร้อยละ 0.3 ต่อ ฟื้นตัวมาเป็นบวกจากปีก่อน ซึ่งอยู่ที่ร้อยละ -7.6 ตามการปรับเพิ่มราคาขายปลีกน้ามันเชื้อเพลิง รวมทั้งการปรับเพิ่มราคาสินค้าและบริการที่มีไม่เพียงพอต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาสู่จังหวัด ส่วนปี 2561 คาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป อยู่ที่ร้อยละ 0.3 คงเดิมจากปีก่อน ตามราคาขายปลีกน้ามันเชื้อเพลิงและการปรับเพิ่มราคาสินค้าและบริการที่ยังคงมีไม่เพียงพอต่อความต้องการของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาสู่จังหวัดอย่างต่อเนื่อง

ปัจจัยเสี่ยงต่อเศรษฐกิจบุรีรัมย์ในปี 2560 -2561
ปัจจัยบวก
1. กระแสการยกระดับสนามบินเป็นสนามบินนานาชาติ เพื่อรองรับการขนส่งและนักท่องเที่ยวทั้ง ชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีจานวนเพิ่มมากขึ้น
2. นักลงทุนในจังหวัดและนอกพื้นที่มีความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจของจังหวัด ก่อให้เกิดความสนใจที่จะเข้ามาลงทุนในจังหวัดเพิ่มมากขึ้น
3. โครงการ “12 เมืองต้องห้าม…พลาด Plus” มีผลต่อการท่องเที่ยวภายในจังหวัดและในประเทศเป็นอย่างมาก ส่งผลให้จานวนนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น
4. การเปิดจุดผ่อนปรนช่องสายตะกูเป็นการขยายโอกาสการลงทุนของจังหวัด
5. การประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษ อีสานตอนล่าง ช่วยในการขยายและยกฐานะทางเศรษฐกิจของจังหวัด เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและขยายฐานการตลาด ด้านการค้า การท่องเที่ยวให้เชื่อมโยงกับต่างประเทศและกลุ่มจังหวัด

6. การจัดตั้งกองทุนพัฒนาเอสเอ็มอี ตามแนวประชารัฐ ตามร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ประจาปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 ในวงเงิน 20,000 ล้านบาท โดยเป็นกองทุนภายใต้พระราชบัญญัติเงินทุนหมุนเวียนของกระทรวงการคลัง เพื่อเป็นทุนสนับสนุน SMEs ให้มีการพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมที่มูลค่าสูงตามยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศไทยที่สอดคล้องตามนโยบาย Thailand 4.0 ส่งผลต่อการพัฒนาการลงทุนของธุรกิจในจังหวัด

ปัจจัยลบ
1. ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ ทาให้เกิดภาวะภัยแล้ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรม ทาให้พื้นที่เพาะปลูกเสียหาย ไม่สามารถเก็บเกี่ยวพืชผลทางการเกษตรได้ หรือต้องเร่งเก็บเกี่ยวผลผลิตซึ่งทาให้ได้ ผลผลิตไม่เต็มที่ ส่งผลให้ปริมาณผลผลิตทางการเกษตรและรายได้ของเกษตรกรลดลง อีกทั้งภาคอุตสาหกรรมก็จะได้รับผลกระทบเนื่องจากขาดวัตถุดิบในการผลิต
2. ค่าครองชีพที่สูงขึ้น จากต้นทุนราคาสินค้าอุปโภคบริโภคและราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ตามต้นทุนของผู้ประกอบการ
3. ราคาสินค้าเกษตรอยู่ในระดับต่า เป็นผลให้รายได้เกษตรกรซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของจังหวัดลดลง อันมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจจังหวัด เนื่องจากกาลังซื้อของผู้บริโภคลดลง

ที่มาข้อมูล : สำนักงานคลังจังหวัดบุรีรัมย์

ภาพประกอบข่าว : เครดิตภาพ //มอส เซย์เยสส์