เลขาธิการ สคช. ชี้แจงประเด็นข้อโต้แย้งตัวเลขผลสำรวจปัญหาความยากจนในประเทศไทย

หลังจากที่ในช่วงที่่ผ่านมา นายชูเดีย แชตตี้ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ธนาคารโลก และ นางสาวแคทเธอลีนา เลเดอร์ชิ นักเศรษฐศาสตร์อาวุโส ธนาคารโลก ได้เปิดเผยถึงรายงานแนวโน้มการเติบโตแบบมีส่วนร่วมของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกในระยะยาว ชื่อ Riding the Wave : An East Asian Miracle for the 21st Century ไปนั้น

ระบุถึง ประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกเป็นผู้นำที่แสดงวิธีให้เห็นว่าการเติบโตอย่างรวดเร็วและการมีส่วนร่วมในทางเศรษฐกิจจะช่วยลดความยากจนอย่างชัดเจนได้

ซึ่งช่วยให้คนเกือบล้านคนได้หลุดพ้นจากความยากจน พร้อมกล่าวถึงโมเดลใหม่ในการสร้างการเจริญเติบโตในภูมิภาคอย่างยั่งยืน พร้อมกับลดปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ ให้มีความเสมอภาคมากขึ้น

โดยประเทศไทยซึ่งอยู่กลุ่มเดียวกับมาเลเซีย ได้เริ่มหลุดพ้นจากความยากจน และกำลังก้าวสู่ความมั่งคั่งแล้ว พร้อมเสนอ 3 แนวทางที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ คือ ให้โอกาสด้านเศรษฐกิจกับผู้มีรายได้น้อย (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง)

ล่าสุด นายปรเมธี วิมลศิริ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สคช.) เปิดเผยว่า รัฐบาลและธนาคารโลกใช้เส้นความยากจนที่คำนวณโดยหลักวิชาการในการพิจารณาถึงจำนวนคนจน โดยที่ธนาคารโลกใช้เกณฑ์ 1.9 ดอลลาร์ สรอ.ต่อคนต่อวัน (หรือประมาณ 2,000 บาทต่อคนต่อเดือน) และประเทศไทยใช้เกณฑ์ 2,667 บาทต่อคนต่อเดือน

วิธีการคำนวณเส้นความยากจนเพื่อวัดระดับความยากจนใช้หลักแนวคิดวิชาการและประเภทของข้อมูลที่เป็นสากล และประเทศต่าง ๆ ใช้ในแนวทางเดียวกัน คือ การยึดหลักรายได้หรือรายจ่ายขั้นต่ำสุดที่เพียงพอต่อการดำรงชีพของประชาชนแต่ละคน ควบคู่ไปกับการใช้โครงสร้างของครัวเรือน ได้แก่ สมาชิก เพศ และวัย และพื้นที่ ในการพิจารณาถึงองค์ประกอบการใช้จ่ายด้วย

ฐานข้อมูลที่ใช้ในการคำนวณเส้นความยากจนนั้น ใช้ข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน (Socio-economic survey) ซึ่งเป็นการสำรวจสถานะความเป็นอยู่ของครัวเรือนทั้งด้านรายได้ รายจ่าย และอื่น ๆ ที่ได้มีการดำเนินการจัดเก็บข้อมูลต่อเนื่องทุกปี และเป็นการสำรวจที่มีการเก็บข้อมูลตัวอย่างขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยมีตัวอย่างการสำรวจประมาณ 45,000 ครัวเรือน และประชากร 125,346 คน

ธนาคารโลก ได้ใช้เส้นความยากจนที่ระดับ 1.9 ดอลลาร์ สรอ.ต่อคนต่อวัน หรือประมาณ 2,000 บาทต่อคนต่อเดือน ทั้งนี้เกณฑ์ของธนาคารโลกดังกล่าวอยู่บนฐานที่เทียบกับความเท่าเทียมกันของอำนาจซื้อ (PPP) ปี 2554 เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบความยากจนของนานาประเทศได้ และหากใช้เกณฑ์การวัดดังกล่าวสัดส่วนความยากจนของไทยจะอยู่ที่ร้อยละ 0.04 สำหรับประเทศไทยใช้เกณฑ์เส้นความยากจนที่ 2,667 บาทต่อคนต่อเดือน (ปี 2559) และสัดส่วนความยากจนเท่ากับร้อยละ 8.6

เลขาธิการ สคช. กล่าวว่า รัฐบาลตระหนักดีว่าการที่ประเมินสถานการณ์ความยากจนของประเทศให้สามารถสะท้อนสถานการณ์ที่แท้จริงได้นั้น จำเป็นต้องใช้ตัวชี้วัดจากหลายด้านมาประกอบกัน ดังนั้น นอกจากการใช้เส้นความยากจนซึ่งเป็นการวัดในรูปแบบตัวเงิน (รายจ่าย) ในการระบุจำนวนคนจนแล้วรัฐบาล

โดย สศช. ยังได้พิจารณาตัวชี้วัดสถานการณ์ความยากจนในด้านมิติอื่นที่มิได้อยู่ในรูปแบบของตัวเงินแต่สะท้อนการมีโอกาสทางสังคมและการเข้าถึงบริการของภาครัฐ มาร่วมในการวัดด้วย ได้แก่ ดัชนีความก้าวหน้าคน

ซึ่งเป็นดัชนีที่สะท้อนการเข้าถึงโอกาสทางสังคมและการเข้าถึงบริการภาครัฐในด้านต่าง ๆ เช่น สุขภาพ การศึกษา ที่อยู่อาศัยและสิ่งแวดล้อม คมนาคมและการสื่อสาร เป็นต้น ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความจนเงิน จนโอกาส และสภาพแวดล้อมการดำเนินชีวิต ในการจัดทำนโยบายในแก้ปัญหาความยากจนและช่วยเหลือคนจน

ดังนั้น ในการจัดทำนโยบายเพื่อแก้ปัญหาความยากจนและการช่วยเหลือคนจน จึงใช้เครื่องมือหลายอย่างประกอบกัน โดยเส้นความยากจนจะช่วยบ่งบอกความยากจนที่ว่ามีผู้ที่ยากจนเป็นจำนวนมากน้อยเพียงใด

ซึ่งรัฐบาลจะนำข้อมูลอื่นที่สะท้อนการดำรงชีพในมิติของการมีโอกาสและการเข้าถึงบริการของประชาชนมาพิจารณาประกอบด้วย ในขณะเดียวกันข้อมูลการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการภาครัฐจะถูกกนำมาใช้ประกอบเพื่อการระบุ ตรวจสอบ ติดตาม ในการที่จะออกแบบเครื่องมือการให้ความช่วยเหลือ (มาตรการ) ได้สอดคล้อง / ตรงกับลักษณะของกลุ่มเป้าหมายที่มาลงทะเบียน รวมทั้งสามารถบริหารจัดการที่มีลักษณะเฉพาะเจาะจงกลุ่มได้ด้วย

เลขาธิการ สคช. กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ในปัจจุบันประเทศไทยใช้เส้นความยากจนที่เป็นทางการคือ 2,667 บาทต่อคนต่อเดือน หากมองย้อนไปในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา พบว่าปัญหาความยากจนในภาพรวมของประเทศไทยลดลงมาก

โดยจำนวนคนจนได้ลดลงประมาณ 28 ล้านคนในช่วงเวลาดังกล่าว จากจำนวนผู้ยากจน 34.1 ล้านคนในปี 2531 เหลือเพียง 5.8 ล้านคนในปี 2559 สัดส่วนคนจนลดลงจากร้อยละ 65.2 เป็นเพียงร้อยละ 8.6 ในปี 2559

เมื่อพิจารณารวม “คนจน” และ “ผู้ที่เกือบจน” พบว่ามีแนวโน้มลดลงมากจาก 39.2 ล้านคนในปี 2531 เหลือเพียง 11.6 ล้านคนในปี 2559 โดยความยากจนยังกระจุกตัวอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ และภาคเหนือ มีสัดส่วนร้อยละ 12.96 12.35 และ 9.83 ของประชากรในแต่ละภาคตามลำดับ

และจังหวัดที่มีสัดส่วนคนจนสูงสุด 10 ลำดับแรกในปี 2559 โดยเรียงลำดับจากสัดส่วนคนจนสูงที่สุดดังนี้ แม่ฮ่องสอน นราธิวาส ปัตตานี กาฬิสินธ์ นครพนม ชัยนาท ตาก บุรีรัมย์ อำนาจเจริญ น่าน ตามลำดับ

(รายละเอียดสามารถดูได้จากเอกสาร “รายงานการวิเคราห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย 2559” http://social.nesdb.go.th/social/)

ข้อมูลข่าวและที่มา
ผู้สื่อข่าว : วีระเดช คชเสนีย์
ผู้เรียบเรียง : วีระเดช คชเสนีย์
แหล่งที่มา : สำนักข่าว