เมื่อวันที่ 25 ก.ค.2559  เวลา 10.00 น. นายวิทยา จันทร์ฉลอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ นายชาติชาย รัตนภานพ นายอำเภอบ้านกรวด พ.อ. อดุล บุญธรรมเจริญ ผบ.ฉก.2 ร่วมกับจังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดอุดรมีชัย ราชอาณาจักรกัมพูชา ร่วมหารือและตรวจสอบพื้นที่ช่องสายตะกู เพื่อกำหนดจุดวางตู้คอนเทรนเนอร์ บริเวณช่องสายตะกู อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ ผลการตรวจสอบพื้นที่และหารือร่วมกัน รายละเอียดดังนี้

1.ทั้ง 2 ฝ่าย เห็นด้วยในเรื่องการใช้ตู้คอนเทรนเนอร์เป็นสำนักงานของส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง เพราะเป็นสิ่งปลูกสร้างชั่วคราว

2.การรองพื้นตู้คอนเทรนเนอร์ ขอให้ใช้หินคลุกรองพื้น ไม่ใช่ปูนซีเมนต์

3. เจ้าหน้าที่บริเวณช่องสายตะกู ให้มีการพบปะพัฒนาสัมพันธ์กัน เพื่อประสานงานอย่างแน่นแฟ้น

4. การเปิดเป็นจุดผ่านแดนถาวร จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จในเดือนกันยายน 2559

5.การจัดกิจกรรมปลูกป่าอาเซียน จะปลูกก่อนจัดพิธีเปิดด่านในเร็วๆนี้ และในวันพิธีเปิดด่านก็จะปลูกอีกครั้ง

6. การดำเนินการตามโครงการหมู่บ้านเข้มแข็งคู่ขนานตามแนวชายแดน ฝ่ายกัมพูชา เห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่ฝ่ายไทย จะจัดเจ้าหน้าที่มาทำศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในฝั่งกัมพูชา ซึ่งจะได้ตรวจสอบหาพื้นที่อีกครั้ง เพื่อเร่งดำเนินการ

การร่วมหารือและตรวจสอบพื้นที่ มีผู้เข้าร่วมหารือ จำนวน 40 คน แล้วเสร็จเมื่อเวลา 11.30 น. หลังจากนั้นรับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน

==========================================

บุรีรัมย์ – เดินหน้าผลักดันจุดผ่อนปรนการค้าชายแดนช่องสายตะกู ไทย-กัมพูชา จ.บุรีรัมย์ เป็นด่านผ่านแดนถาวรหลังพยายามต่อเนื่องมา 5 ปี ขณะนี้ทุกฝ่ายมีความพร้อมรับการยกกระดับเป็นด่านผ่านแดนถาวร รอเพียงการอนุญาตใช้พื้นที่จากกรมอุทยานฯ เชื่อหากเป็นด่านผ่านแดนถาวรจะทำให้เศรษฐกิจการค้าชายแดนสะพัด เผยปีที่ผ่านมามียอดซื้อขายสินค้ากว่า 300 ล้านบาท

วันนี้ (17 พ.ย.) นายประภาส รักษาทรัพย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมด้วย พ.อ.ณัฏฐ์ ศรีอินทร์ รอง ผอ.กอ.รมน.ภาค 2 ส่วนแยก 2 ได้ร่วมประชุมหารือกับผู้แทนด่านศุลกากร, ด่านตรวจคนเข้าเมือง, อำเภอบ้านกรวด, ทหาร, ตำรวจ และหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดผังในการตั้งตู้คอนเทนเนอร์สำหรับปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่หน่วยงานต่างๆ บริเวณจุดผ่อนปรนการค้าชายแดนช่องสายตะกู ต.จันทบเพชร อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ รองรับการยกระดับจากจุดผ่อนปรนเป็นด่านผ่านแดนถาวร ที่ทางจังหวัดและภาคส่วนต่างๆ ได้ร่วมกันเดินหน้าผลักดันมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 5 ปีแล้ว

ขณะนี้ทุกฝ่ายมีความพร้อมรับการยกระดับเป็นด่านผ่านแดนถาวร แต่ยังรอเพียงการอนุญาตใช้พื้นที่จากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ดูแลรับผิดชอบพื้นที่ดังกล่าวเท่านั้น โดยเนื้อที่ที่จะขออนุญาตกรมอุทยานฯ ใช้ดำเนินการเปิดด่านผ่านแดนถาวรช่องสายตะกูดังกล่าวรวมทั้งหมด 250 ไร่ ซึ่งทางจังหวัดจะได้นำข้อสรุปที่ร่วมกันกำหนดแผนผังในครั้งนี้เสนอต่ออธิบดีกรมอุทยานฯ ในวันที่ 25 พ.ย.นี้ เพื่อพิจารณาเห็นชอบอนุญาตใช้พื้นที่ตามขั้นตอนต่อไป

สำหรับช่องสายตะกูดังกล่าวได้เปิดให้ประชาชนทั้งสองฝั่งซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าแบบมนุษยธรรมมาตั้งแต่วันที่ 14 ก.ย. 2554 สัปดาห์ละ 1 วัน ก่อนยกระดับเป็นจุดผ่อนปรนพร้อมขยายวันเป็นสัปดาห์ละ 3 วัน คือ ศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ ในวันที่ 14 มิ.ย. 2557 กระทั่งต่อมาเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2557 ได้ขยายเปิดทำการค้าขายตลอดทั้งสัปดาห์มาจนถึงปัจจุบัน

จากการเก็บสถิติพบว่าเมื่อปีที่ผ่านมามียอดการจำหน่ายสินค้าที่จุดผ่อนปรนช่องสายตะกูดังกล่าวกว่า 300 ล้านบาท ส่วนมากเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง อุปกรณ์ก่อสร้าง และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งคาดว่าหากยกระดับเป็นด่านผ่านแดนถาวรยอดเงินจะสะพัดมากขึ้น

นายประภาส รักษาทรัพย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า หากมีการยกระดับจากจุดผ่อนปรนช่องสายตะกูเป็นด่านผ่านแดนถาวรจะส่งผลดีทั้งด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยวระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวหากเปิดเป็นจุดผ่านแดนถาวรอย่างเป็นทางการแล้วจะเป็นการเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี เพราะไม่ใช่เฉพาะนักท่องเที่ยวจากกัมพูชาเท่านั้น แต่จะเป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอีกหลายประเทศจะเดินทางมาเที่ยวเพิ่มมากขึ้น เชื่อว่าในอนาคตเศรษฐกิจการค้าช่องสายตะกูดังกล่าวจะสะพัด เพราะปัจจุบันก็มีมูลค่าการค้าขายเดือนละกว่า 25 ล้านบาท

ข่าวโดย.. MGR Online

13669168_645090962317882_1238092387102064844_n

13775362_645093902317588_8892764226027228378_n

13754330_645093802317598_6960278364505824267_n

13615482_645093538984291_4400654772626398685_n

11017049_1211840515508820_5449000750240087018_n

11229309_1586767018275605_4470282380830406457_n

11295785_687079178085686_6665291645334132610_n

12400547_559767357506306_235196203184468713_n

ภาพข่าวโดย… เทศบาลตำบลจันทบเพชร