16 มีนาคม 2563 วินาทีนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักสมญานามความน่ากลัวของเชื้อไวรัสตัวร้ายโคโรน่าสายพันธ์ใหม่ COVID-19 ที่มีต้นตอการระบาดมาจากตลาดค้าสัตว์ในมหานครอู่ฮั่น สาธารณะรัฐประชาชนจีน แม้ภายหลังโฆษกพรรคในรัฐบาลของจีน หลี่เจียน จ้าว จะออกมาระบุว่าแท้ที่จริงแล้วอเมริกานั่นแหล่ะคือคนที่นำเชื้อมาปล่อย แต่ก็ทั้งนี้โลกก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าต้นตอที่แท้จริงของไวรัสนี้มาจากที่ใดกันแน่ มีเพียงข้อสันนิษฐานว่ามาจากสัตว์ชนิดต่างๆ เช่นงูและค้างคาว

องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศให้การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็น “การระบาดใหญ่” หรือ pandemic หลังจากเชื้อลุกลามไปใน 118 ประเทศและดินแดนทั่วโลก และมีผู้ติดเชื้อกว่า 121,000 คน ทั้งได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 4,300 คน

ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา WHO พยายามเลี่ยงการประกาศให้ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่เป็น “การระบาดใหญ่”

โดย ดร.ไมเคิล เจ ไรอัน ผู้อำนวยการบริหาร WHO อธิบายก่อนหน้านี้ว่าเป็นการ “เปล่าประโยชน์” ที่ WHO จะประกาศว่าโรคโควิด-19 กำลังจะเข้าสู่ภาวะการระบาดใหญ่ในขณะที่ทั่วโลกกำลังพยายามควบคุมการระบาดของไวรัสชนิดนี้

“ถ้าเราบอกว่ามีการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนา ก็เท่ากับว่าเราได้ยอมรับว่ามนุษย์ทุกคนบนโลกจะต้องติดเชื้อ ซึ่งยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนเรื่องนี้” ดร.ไรอัน กล่าว

แต่ดูเหมือนว่าการระบาดทั่วโลกในครั้งนี้จะมีปัจจัยอย่างหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิตของมนุษย์เข้ามาเกี่ยวข้องนั้นคือ “วัฒนะธรรมทางสังคมและกิจกรรมทางศาสนาหรือความเชื่อ” ชาวโลกจึงปฏิเสธไม่ได้ว่านี่อาจจะกลายเป็น “การระบาดใหญ่” ในอนาคตอันใกล้

เหตุการณ์จากกิจกรรมทางศาสนาในเกาหลีใต้ที่ถูกตั้งเรียกว่าเป็น Super Spreader

เดือนมกราคม 63 หญิงชรารายนี้ซึ่งมีที่พำนักในเมืองแทกู (Daegu) ห่างจากกรุงโซลมาทางใต้ราว 235 กิโลเมตร ได้เดินทางมายังกรุงโซล มีการใช้บริการขนส่งสาธารณะ และห้างสรรพสินค้า

7 ก.พ. 63 หญิงชราประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เข้ารักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง

9 ก.พ. หญิงชราเดินทางไปยังโบสถ์ชินชอนจี (Shincheonji Church) เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา

10 ก.พ. 63 หญิงชรามีอาการไข้ขึ้น แต่ปฏิเสธที่จะตรวจหา COVID-19 เพราะมองว่าตนไม่ได้เดินทางไปยังต่างประเทศในช่วงที่ผ่านมา

16 ก.พ. 63 หญิงชราเดินทางไปยังโบสถ์ชินชอนจี เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาอีกครั้ง

17 ก.พ. 63 ได้รับการตรวจ COVID-19 ที่สถานพยาบาลท้องถิ่นแห่งหนึ่ง ก่อนจะถูกส่งตัวมากักตัวไว้เพื่อวินิจฉัยเพิ่มเติมที่โรงพยาบาล

18 ก.พ. 63 โรงพยาบาลยืนยันว่าหญิงชราคนดังกล่าวเป็น “ผู้ป่วยรายที่ 31 (31st Patient)”

จากพฤติกรรมดังกล่าวของหญิงชรา ส่งผลให้เกิดการแพร่กระจายการติดเชื้อ COVID-19 ออกไปเป็นวงกว้าง จน ณ วันที่ 21 ก.พ. 63 นี้ มีผู้ติดเชื้อเฉพาะในเมืองแทกูเพิ่มขึ้น 111 คน ส่งผลให้จัวเลขผู้ติดเชื้อทั้งหมดในเกาหลีใต้กลายเป็น 156 คน โดยใน 111 คนนี้ เชื่อว่าติดเชื้อมาจากผู้ป่วยรายที่ 31 มากถึงเกือบ 90 คน!!

ในเบื้องต้นหลังทราบผลการตรวจของหญิงชรา ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของเกาหลี (Korea’s Centers for Disease Control and Prevention, KCDC) ได้ประกาศให้เหตุการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 โดยผู้ป่วยรายที่ 31 เป็น Super Spread หรือ การแพร่ระบาดขั้นสุดยอด

นายกเทศมนตรีเมืองแทกู กวนยองจิน (Kwon Young-jin) ออกมาบอกว่า “เราอยู่ในภาวะวิกฤติอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน” และเสริมว่า สมาชิกทุกคนที่เดินทางไปเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนาที่เดียวกับผู้ป่วยรายที่ 31 จะต้องถูกตรวจสอบและได้ขอให้พวกเขาอยู่บ้านห่างจากสมาชิกคนอื่นในครอบครัว รวมถึงขอให้ประชาชนในเมืองแทกูหลีกเลี่ยงการออกนอกบ้าน

ส่งผลให้ในวันที่ 20 ก.พ. 63 ที่ผ่านมา เมืองแทกูแทบจะกลายเป็นเมืองร้าง เพราะประชากรกว่า 2.5 ล้านคนหลบอยู่ในบ้านด้วยความหวาดกลัว และเหตุการณ์นี้ยังส่งผลให้เกาหลีใต้ต้องเร่งตรวจสอบผู้ที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยรายที่ 31 เป็นการด่วน โดยสื่อเกาหลีใต้อย่าง NoCut News ได้สัมภาษณ์สาวกในโบสถ์ ซึ่งเล่าว่าว่าผู้ป่วยรายที่ 31 อยู่ใกล้กับสาวกคนอื่น ๆ ในระยะประชิดระหว่างการอธิษฐาน

ในการสวดภาวนา สาวกในโบสถ์นั่งใกล้กันมากพอที่จะ “แตะไหล่กัน” ขณะที่สรรเสริญพระเจ้า โดยทุกคนสวดกันอย่าง “สุดเสียง” เป็นเวลาประมาณ 30 นาทีและฟังคำเทศนาต่ออีกเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง”

และสาวกผู้ที่ไปสวดภาวนาที่โบสถ์เดียวกับหญิงชรารายนี้มีมากกว่า 1,000 คน!!

ไม่เพียงเท่านั้น ในโรงพยาบาลที่หญิงชราไปพบแพทย์ในช่วงที่ยังไม่ได้ตรวจสอบ COVID-19 นั้น ยังปรากฏผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีก ทางการเกาหลีจึงกำลังต้องตรวจสอบว่า หญิงชราเชื่อมโยงกับผู้ป่วยรายใหม่ที่ติดเชื้อภายในโรงพยาบาลหรือไม่

นายกรัฐมนตรี ชองเซ-กยุน (Chung Sye-kyun) กล่าวในการประชุมของเจ้าหน้าที่อาวุโสในกรุงโซลวันนี้ (21 ก.พ. 63) ว่า รัฐบาลจะกำหนดให้แทกูและพื้นที่ข้างเคียงอย่างเมืองชองโด (Cheongdo) เป็น “พื้นที่ควบคุมโรค”

ชาวอิหร่านทำพิธีกรรมบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สักการะสถานด้วยการ “เลีย”

ชาวอิหร่านบางรายที่ไปทำพิธีกรรมบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สักการสถาน ในเมืองกอม ซึ่งกลายเป็นศูนย์กลางแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ ในอิหร่านขณะนี้ โชว์เลียผนังและประตูของสักการสถานหลาย ๆ ครั้ง พร้อมทั้งกล่าวว่า “ไม่กลัวเชื้อไวรัสโคโรนา”

สำหรับการแตะสัมผัสและการจุมพิตผนังและประตูของสถานที่บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นเรื่องปกติตามความเชื่อของผู้แสวงบุญในอิหร่าน และผู้ที่เลื่อมใสศรัทธาต่างยืนยันมั่นใจว่า สักการสถานแห่งนี้เป็นที่สำหรับบำบัดเยียวยา บริสุทธิ์ สะอาด ไม่มีเชื้อโรคร้ายใด ๆ

อย่างไรก็ดี ชาวอิหร่านอีกส่วนต่างรู้สึกกังวลใจไม่น้อย ที่ทางสถานประกอบพิธีกรรมทางศาสนาไม่ตระหนักถึงการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอย่างจริงจัง ขณะที่ทางเจ้าหน้าที่สาธารณสุขบางราย ออกมาเปิดเผยว่า จำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิด 19 ที่แท้จริง อาจมีมากกว่าตัวเลขที่รัฐบาลประกาศถึง 5 เท่า และนั่นอาจจะทำให้ตัวเลขผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตในอีหร่านพุ่งทะยานขึ้นมาเป็นที่ 2 รองจากจีนเองในขณะนั้น

เหตุการณ์การแพร่ระบาดในอิตาลี

อิตาลีเป็นประเทศที่มีผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 และเสียชีวิตมากที่สุดรองจากจีนแผ่นดินใหญ่ล่าสุด ยอดผู้ติดเชื้อสะสมอยู่ที่ 10,149 คน และมีผู้เสียชีวิตแล้ว 631 ราย ภายในระยะเวลาราว 2 สัปดาห์ ขณะที่อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 5% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ระดับ 3-4%

ทางการอิตาลียืนยันผลตรวจพบผู้ติดเชื้อรายแรกในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ เป็นชายวัย 38 ปี ที่อาศัยในเมืองโคโดนโญ แคว้นลอมบาร์เดีย ทางตอนเหนือของประเทศ ซึ่งเขาไม่เคยมีประวัติเดินทางไปจีนมาก่อน ผู้ติดเชื้อรายนี้เข้าพบแพทย์ที่โรงพยาบาลภายในเมืองหลังจากมีอาการป่วยก่อนหน้านี้ 3 วัน

ในวันที่ยืนยันผลตรวจ เขาได้แพร่เชื้อไปยังภรรยา แพทย์ และพยาบาล รวมถึงผู้ป่วยหลายคน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญสงสัยว่า ผู้ที่เป็นพาหะของไวรัสอาจเดินทางไปยังอิตาลีตั้งแต่ช่วงปลายมกราคมแล้ว ก่อนที่จะพบผู้ติดเชื้อรายแรก และอาจเกิดวงจรการระบาดขึ้นตั้งแต่ช่วงนั้น และก่อนที่พบผู้ติดเชื้อ ยังมีรายงานว่าพบกรณีของผู้ป่วยปอดอักเสบจำนวนมากที่โรงพยาบาลในเมืองโคโดนโญด้วย

ศาสตราจารย์มารินา เดลลา จุสตา ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเรดดิง ชี้ว่าปัจจัยหนึ่งที่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว มาจากวิถีชีวิตของชาวอิตาลีที่ชื่นชอบการเข้าสังคม และมีวัฒนธรรมในการทำกิจกรรมกลางแจ้ง อีกทั้งมีการสัมผัสใกล้ชิด ทั้งกอดและหอมทักทายกันมากกว่าประเทศอื่น

แม้ในประเทศไทยเองตอนนี้อาจจะยังไม่สามารถระบุได้ว่าเคสไหนคือ Super-Spreader บ้างสำหรับครับการระบาดของโรคในครั้งนี้ แต่หลายส่วนได้เริ่มมีการเฝ้าระวังอย่างจริงจังและทาง BURIRAM WORLD : มหานครอีสานใต้ เซราะกราวออนไลน์ 24 ชม. ของเสนอแนะให้กิจกรรมอันเนื่องมาจากการประกอบพิธีและศาสนาหรือวัฒนะธรรมจับกลุ่มที่ต้องมีผู้คนจำนวนมากเข้างาน อาทิ งานบุญ งานบวช งานแต่ง ฯลฯ ให้ปรับลดปริมาณการเข้างาน หรือปรับเปลี่ยนรูปแบบงานเพื่อป้องกันการมาของผู้คนจำนวนมากลดความเสี่ยงการติดต่อ ดังเช่นที่เราได้เห็นในกรณีของ นายก อบจ. จังหวัดฉะเชิงเทรา เพราะไม่อย่างนั้นเราจะกลายเป็น “ไปงานบุญลุ้นโควิด19กลับบ้าน” แทน

 

Source : https://www.pptvhd36.com/news/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%99/119966

https://covid-19.kapook.com/view221298.html

ทำไมการระบาดของโควิด-19 ในอิตาลี จึงเลวร้าย และมีคนตายมากที่สุดรองจากจีน