10 ของกินแก้หนาวของชาวอีสาน คึดฮอดตอนเด็กน้อยแท้น้อ!!!

เมื่อลมหนาวมาเยือน ไอยะเยือกพัดเป่าเรือนไหว ใบไม้น้อยใหญ่โอนเอนยะโยกถลาตามแรงลม เสียงไผ่เสียดสีเอี๊ยดอ๊าดราวจะกร้าวแผดลำปล้องออกเป็นสองท่อน ความหนาวเหน็บเช่นนี้ไม่ใช่คราแรก ความหิวโหยแห่งผืนดินอีสานอันแร้นแค้น มีเพียงอาหารเล็กๆน้อยที่คอยประโลมท้องยามเช้า

หลายคนอาจจะเคยได้ผ่านฤดูหนาวกันมาหลายปีแล้ว บ่งบอกถึงอายุของร่างกายอันเจริญขึ้นตามกาลเวลา วันนี้ BURIRAM WORLD : มหานครอีสานใต้ เซราะกราวออนไลน์ 24 ชม.จะพาทุกท่านไปนึกถึงของกินแก้หนาวตามสไตล์เซราะกราวแดนดินถิ่นอีสาน ไปดูกันเลยว่าจะมีอะไรบ้าง

1 ข้าวเหนียวนึ่งร้อนๆเพิ่งยกออกจากหวด

ในตอนเช้าของหน้าหนาว หลายคนคงจะเคยตื่นขึ้นมาแล้วพบว่า แม่ได้นึ่งข้าวเหนียวไว้ให้กินและห่อไปโรงเรียน แสงแดดอ่อนๆที่เจิดจ้าลอดลงมาทาบทับกับก่องข้าว มันช่างเป็นภาพที่น่าจดจำยิ่งนัก เชื่อเหลือเกินว่า เด็กๆชาวชนบทต้องเคยสัมผัสกับรรยากาศแบบนี้แน่นอน

ข้าวเหนียวร้อนๆที่เพิ่งออกจากหวดจะมีรสชาติอร่อยมากๆเมื่อช่น้ำค้างคืนไว้ อย่างน้อย 6-12 ชม. เอามานึ่งรับรองว่านิ่ม อร่อย ใส่ในภาชนะ พวกกระติกน้ำแข็ง ก่อนใส่ ในกระติกให้เอา ผ้าสาลู(ผ้าขาวบาง) ชุบน้ำบิดให้หมาดๆใส่ลงไปก่อน

ข้าวเหนียวหลังจากสุก ต้องเอามาคนในถาด ให้ข้าวมันระเหยเอาไอน้ำออกไปบ้าง ถึงค่อยเอาไปใส่ในกระติก น้ำแช่ข้าว ก่อนจะเอาข้าวออกไปล้างให้เหลือน้ำแช่ข้าวไว้ เพื่อเป็นหัวเชื้อต่อไปในการแช่ครั้งต่อไป

ทำแบบนี้ทุกครั้งที่จะแช่ข้าว ก่อนจะเอาข้าวไปนึ่งให้เอาข้าวออกจากหม้อ แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด สัก 2-3 ครั้ง ข้าวจะได้ไม่เหม็น แค่นี้แหล่ะครับ วิธีนึ่งข้าวเหนียว ส่วนใหญ่ผมเห็นคนอีสานนึ่งข้าวเหนียว เขาจะไม่ค่อยแช่ข้าว หรืออาจจะแช่แต่ไม่นาน

แล้วเขาจะใช้น้ำร้อนจัดๆลวกข้าว ข้าวมันจะนิ่มไม่นานครับ พอโดนลม มันก็จะแห้งแข็ง ร่วนซุยกินไม่อร่อย ข้าวเหนียวต้องแช่น้ำครับ อย่างน้อย 6-12ชม. แช่ ทุ่มนึง หกโมงเช้าหรือ ตี ห้า ล้างแล้วก็นึ่ง

2 ข้าวจี่ฮ้อนๆ

ในวัยเด็ก ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า “ข้าวจี่” เป็นอะไรที่ฮอตมากในช่วงฤดูหนาว แต่ก็มีขายตลอดปี ขายตามงานวัด งานกาชาด งานประจำปี ถนนคนเดิน ทางเท้า และตลาดสด เรียกได้ว่าคุ้นหน้าคุ้นตากัน กินมาหลายเจ้าแล้ว อร่อยทุกเจ้าจริง ๆ

ส่วนผสม ข้าวจี่

ข้าวนึ่ง 500 กรัม
กะทิ 1/2 ถ้วย
ไข่ไก่ 2 ฟอง
เกลือ 1/2 ช้อนชา
วิธีทำ ข้าวจี่

ผสมกะทิและเกลือ คนให้เกลือละลาย ใส่ลงในชามข้าวเหนียว นวดให้เข้ากัน

ปั้นข้าวเหนียว แล้วเสียบไม้ตรงกลาง

นำไปย่างไฟอ่อนๆ ให้เกรียมเล็กน้อย

ตีไข่ไก่ให้เข้ากัน นำข้าวจี่ชุปไข่

นำไปย่างไฟอ่อนๆ อีกครั้ง ให้เกรียมเล็กน้อย

3 ข้าวสวยที่เพิ่งหุงสุก ยกออกจากเตาดิน

วิธีหุงข้าว เตาถ่าน หลายคนรู้จักแต่หม้อหุงข้าวไฟฟ้า และบางคน หม้อหุงข้าวไฟฟ้า ยังไม่เคยหุงเองเลย ให้แต่แม่ หุงให้วันไฟดับ เราอาจได้ใช้ วิธีเพื่อการอยู่รอด (ไฟดับก็ซื้อข้าวกินซิ) ถ้าน้ำท่วมหล่ะ ตัดขาดจากโลกภายนอก ถูกต้อง ไม่มีใครรู้อนาคต ยิ่งโลกทุกวันนี้เดาไม่ได้เลย ว่า จะเป็นยังงัยต่อ ขั้นตอนการหุงข้าว

1 . ซาวข้าวกับน้ำ (หมายถึงตักข้าวมาใส่หม้อ 2-3 กระป๋อง แล้วแต่ต้องการ ล้างน้ำ รินน้ำออก) ทำซัก 1 ครั้งก็เพียงพอ

2 . ใส่น้ำในหม้อหุงข้าว วิธีวัด วัดแบบโบราณ ใช้มือที่สะอาด วางบน ข้าวสารที่แช่น้ำ ว่าถ่วมมือหรือเปล่า ข้าว2-3 กระป๋อง พอ ปริ่ม ก็พอ หรือ บ้างก็ ใช้นิ้วเป็นตัววัด เพราะหม้อเตาถ่านไม่มี สเกล ขีดให้ดู โดยดูตามข้อนิ้วเรา ส่วนมากใช้น้ำชี้ ซัก ข้อครึ่ง ก็ใช้ได้แล้ว

3 . ติดไฟ รอให้ไฟได้ที่ แล้ว เอาหม้อตั้งบนเตา

4. รอจนน้ำเดือด จนล้นออกทางฝาหม้อ ให้เปิดฝาหม้อ เมื่อก่อน จะมีพวก มอด หรือ มด อยู่ในข้าวสาร คนสมัยก่อนจะใช้วิธี ตักออกแล้วไป

5 . เบาไฟ ให้อ่อนลง แล้วคอย ดูว่าน้ำแห้งหรือเปล่า ถ้าน้ำแห้ง แล้วข้าวยังไม่สุกก็ให้เติมน้ำไป (รู้อย่างไรว่าข้าวสุก ไม่ยากครับ ตักมา บี้ หรือชิมได้เลย )
6 . เมื่อข้าวสุกให้รินน้ำข้าวออก อะ อ๊ะ น้ำข้าวอย่าทิ้งน่ะครับ เพราะอุดมไปด้วยวิตามินที่ออกมาจาก เมล็ดข้าวมากมายนัก
7 . นำข้าวที่ได้ ปิดฝาหม้อ แล้วน้ำไม้มาขัด เคยเห็นหม้อที่มีหู 2 ด้านรึป่ะครับ หาไม้ไผ่ ยาวเท่ากับความกว้างของหม้อ ยาวซักหน่อยเผื่อมือจับ ขยับ วางบนไฟ ขยับให้ ทั่ว เพื่อให้น้ำแห้ง แล้ว ข้าวแห้งน่ากิน แต่ระวังไหม้นะครับ อันนี้ ต้องระวังอย่างมาก

4 น้ำซาวข้าวอุ่นๆ

น้ำข้าวที่เกิดจากการหุงข้าวแบบเช็ดน้ำ ซึ่งจะต้องใช้หม้อใส่ข้าวสารตั้งบนเตาถ่าน กระบวนการเริ่มต้นโดยล้างหรือซาวข้าวเพื่อขจัดฝุ่นผงและสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ออก จนกระทั่งน้ำล้างข้าวใส แล้วจึงเติมน้ำปริมาณมากลงไป ต้มให้เดือด

ในช่วงนี้ต้องหมั่นคนอย่าให้เมล็ดข้าวติดก้นหม้อ ต้มจนเมล็ดข้าวเริ่มแตกจนสุกนิ่มไปทั้งเมล็ด หรือเห็นเมล็ดข้าวยังมีไตขุ่นเป็นจุดเล็กๆ อยู่ภายใน จึงรินน้ำออก เรียกขั้นตอนนี้ว่า เช็ดน้ำข้าว ทั้งนี้ หม้อที่ใช้หุงข้าวแบบเช็ดน้ำนี้ต้องมีหูสองข้างและฝาหม้อต้องมีหูอยู่ตรง กึ่งกลาง

เวลาเช็ดน้ำใช้ไม้ขัดฝาหม้อแทงขัดร้อยหูหม้อและฝาหม้อเอาไว้ จากนั้นเอียงหม้อเทน้ำข้าวออกจนหมด แล้วนําหม้อข้าวไปตั้งไฟอ่อนๆ เพื่อให้น้ำข้าวในหม้อแห้งสนิท เรียกว่า ดงข้าว จนข้าวสุกระอุดี เชื่อกันว่าน้ำข้าวเป็นอาหารอย่างดีสําหรับคนป่วยที่รู้สึกเบื่ออาหารเพราะ เกิดการเสียสมดุลของระบบย่อยอาหาร ส่วนคนปกติที่ไม่ป่วยก็สามารถทานน้ำข้าวได้เช่นกัน

เพราะน้ำข้าวมีคุณค่าและสารอาหารมากมายเช่นเดียวกับข้าว อีกทั้งย่อยง่าย ไม่ทําให้ท้องอืด ท้องเสีย และร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารและซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอได้ทันที คนป่วยจึงสามารถฟื้นตัวได้เร็วขึ้น น้ำข้าวมีวิตามินอีสูง และมีคุณสมบัติเป็นยารสเย็นช่วยบำรุงร่างกาย รวมถึงแก้ร้อนในและใช้ถอนพิษผิดสำแดง และยังใช้แก้อาการปวดท้อง ท้องร่วง และช่วยขับปัสสาวะด้วย

โดยเฉพาะเด็กท้องเสีย น้ำข้าวช่วยได้มากเช่นกัน สูตรน้ำข้าวที่สามารถนำมาเป็นยาสำหรับเด็กท้องเสียมีดังนี้ น้ำข้าว 1 ถ้วย หรือ 8 ออนซ์ (240 ซีซี) เกลือ 2 หยิบนิ้วมือ (0.6 กรัม) น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะหรือช้อนแกง (6 กรัม) ผสมเข้าด้วยกันป้อนให้เด็กรับประทาน

และอีกสูตร คือ ข้าวสาร 1 ช้อนโต๊ะ หรือ 1 ช้อนตักแกง เติมน้ำลงในหม้อข้าว 3 แก้ว (เต็มแก้ว) ซึ่งมีปริมาตรประมาณ 720 ซีซี นำไปต้มจนเดือดแล้วเคี่ยวต่อ ใช้เวลาทั้งสิ้นตั้งแต่เริ่มหุงประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที เมล็ดข้าวจะแตกและเปื่อย ลักษณะเหมือนโจ๊ก เติมเกลือลงไป 2 หยิบนิ้วมือ แล้วยกลง จะมีปริมาตรที่เหลือทั้งสิ้น 1 ถ้วย ประมาณ 8 ออนซ์ (240 ซีซี) ทิ้งไว้ให้เย็นและป้อนให้เด็กรับประทาน

5 ซาลาเปาจากลุงซาเล้งหน้าบ้าน

แป๊บๆๆ เสียงบีบแตรหน้าบ้านตอนเช้า ซาเล้งซาลาเปาจากลุงเจ้าประจำชอบทำมาขายพร้อมขนมจีบ ลิ้มรสแล้วก็ยังชวนหวนถึงอดีตที่เคยผ่านมา ทุกวันนี้ซาลาเปากินแก้หนาวได้มีวิวัฒนการกันไปเรื่อยๆ มีทั้งไส้หมู ไส้หวาน ไส้เค็ม ที่ล้ำกว่าใครๆที่เคยเห็นมาคือไส้ชาเขียว

6 ข้าวโพดต้มยกจากเตา


ข้าวโพดหวานต้ม เมนูทานเล่น ที่ทำเองได้ง่าย แต่ถ้าจะให้ข้าวโพดหวานต้ม มีหน้าตาชวนทานและรสสัมผัสนุ่มลิ้น ก็ต้องมีเคล็ดวิธีที่ต่างไปจากการต้มแบบปกติอยู่บ้าง ซึ่งเทคนิคในการต้มข้าวโพดให้อร่อยนุ่มลิ้น สีสันยังคงสด เมล็ดเต่งตึงชวนซื้อและนุ่มทุกคำที่ทานนั้น คุณสุภา จันทร์ทิมา ผู้ต้มข้าวโพดหวานจำหน่ายเป็นเวลานานกว่า 10 ปี ได้ให้คำแนะนำไว้ดังนี้

นำข้าวโพดมาแกะเปลือกก่อนนำไปล้างให้สะอาด ใส่น้ำครึ่งหม้อ ใส่เกลือ1ช้อนชา+น้ำตาล 1 ช้อน (ต่อข้าวโพด 20 ฝัก) ตั้งไฟรอให้เดือดเต็มที่ จากนั้นนำข้าวโพดลงต้มประมาณ 3-5 นาทีก็พอ ตักพักข้าวโพดขึ้นพักบนตะแกรงให้สะเด็ดน้ำ ทานแบบอุ่นๆ จะได้ข้าวโพดต้มที่หวานหอม กรอบอร่อย สีสวยสดใสเป็นธรรมชาติ

7 มันเผาจากเถ้าผิงไฟ / มันต้ม

คลาสสิคที่สุดคือมันเผานั้งกินตอนผิงไฟ ตายายเล่านิทาน เป็นบรรยากาศที่ไม่อาจหาอะไรมาเทียบได้ จะเผามันให้อร่อย อันดับแรกเลยการเลือกหัวมัน ควรเลือกมันเทศที่มีขนาดกำลังดี แล้วล้างให้สะอาดแล้ว หลังจากนั้นนำมาห่อกระดาษฟอยล์ (foil) แถวบ้านเราตอนนั้นก็ใช้กระดาษหนังสือพิมพ์หรือสมุดการบ้านเก่าๆ แล้ววางลงไปเตาถ่านตามภาพเลยค่ะ อย่าลืมพลิกด้านด้วย ระยะเวลาในการเผาขึ้นอยู่กับความร้อนจากถ่าน และขนาดของหัวมัน ถ้าหัวใหญ่อาจจะนานนิดนึง วิธีเช็คว่าสุกหรือยังคือใช้คีมคีบบีบๆ ดู ถ้ามันนิ่มๆ ก็เป็นอันว่าใช้ได้แล้วและก็จัดการของอร่อยอันโอชะได้เลย

8 เผือกต้ม

เผือก (ตราว) อุ่นๆร้อนๆที่เพิ่งเอามานั่งกินตอนผิงไฟ ต้มเผือก กี่ร้อยครั้ง ก้เป้นเผือกต้มวันยังค่ำ แต่ถ้าจะต้มให้อร่อย ต้องมีฝีมือกันนิดหน่อย อันดับแรกก็ ตั้งน้ำให้เดือด ใส่เกลือลงไป คนให้ละลายใส่เผือก ลงไปต้มให้สุกแล้วล้างด้วยน้ำเย็น เมื่อสุกแล้วก็นำมารับประทานกันได้เลย

9 ข้าวหลามที่พ่อทำให้กิน

ข้าวหลาม เป็นอาหารว่างชนิดหนึ่ง ที่ชาวอีสานนิยมทำรับประทานกันในฤดูหนาว หรือเมื่อได้ข้าวใหม่ ใช้ไผ่ข้าวหลาม หรือไม้ป้างเป็นกระบอกใส่ข้าวหลาม ข้าวหลามแบบชาวบ้าน ใช้ข้าวสารเหนียวกับน้ำเปล่า และเกลือเท่านั้น สำหรับข้าวหลามที่ทำขายกันโดยทั่วไป จะใส่น้ำกะทิ และเติมถั่วดำ หรืองาขี้ม้อน

ข้าวหลามที่อร่อย คือข้าวหลามที่เราได้เห็นกรรมวิธีการทำตั้งแต่การขุดหลุมไฟ ตัดท่อนไม้ไผ่ การเริ่มเผา จนกระทั่งเผาเสร็จและได้กิน กรรมวิธีทั้งหมด หลายคนอาจจะจำได้เลยว่าพ่อทำให้กินอร่อยที่สุด

เป็นยังไงกันบ้าง ระลึกย้อนความหลังกันไปเลยใช่ไหมล่ะ เพื่อนมีอะไรที่กินแก้หนาวกันบ้าง เชิญคอมเม้นต์กันมาได้เลย