วันอังคาร, กันยายน 27, 2022

บุรีรัมย์ – โรงเรียนสารสาสน์วิเทศ กำลังมีโครงการก่อสร้างอาคารเรียนที่จังหวัดบุรีรัมย์

Must Read

- Advertisement -

- Advertisement -

บุรีรัมย์ – โรงเรียนสารสาสน์วิเทศ กำลังมีโครงการก่อสร้างอาคารเรียนที่จังหวัดบุรีรัมย์ บริเวณถนนเส้นทางไปชุมเห็ด

- Advertisement -

สำหรับ“โรงเรียนในเครือสารสาสน์” โรงเรียนที่เคยมีรายได้เป็นอันดับ 1 ของประเทศโดยมีนายพิบูลย์ ยงค์กมล ประธานอำนวยการโรงเรียนในเครือสารสาสน์ จากวันแรกมีนักเรียนเพียง 400 คน กระทั่งปัจจุบันมีนักเรียนกว่า 90,000 คน สู่โรงเรียนที่เคยได้ชื่อว่ามีรายได้มากที่สุดในประเทศ เผยเหตุผลสร้างโรงเรียนเพราะต้องการให้ครูมีรายได้.

- Advertisement -

นายพิบูลย์ มาจากครอบครัวที่เป็นสัตบุรุษ วัดนักบุญมาการีตา บางตาล มีพี่น้อง 9 คน เขาต้องไปอยู่บ้านเณรที่ “สามเณราลัยแม่พระนิรมลราชบุรี” หรือเด็กวัดในศาสนาคริสต์ เขาเรียนที่โรงเรียนบางตาล แล้วย้ายไปเรียนที่โรงเรียนดรุณานุเคราะห์ บางนกแขวก จังหวัดสมุทรสงคราม จนจบมัธยมฯ 6 เริ่มต้นชีวิตครูครั้งแรกตั้งแต่อายุ 18 ปี ที่ดรุณานุเคราะห์.

เป็นครูอยู่เกือบปี เขาเดินทางเข้ากรุงเทพฯ มุ่งมั่นจะมาเรียนต่อด้านก่อสร้าง แต่ไม่มีเงิน สุดท้ายต้องกลับเข้าสู่เส้นทางวิชาชีพครูอีกครั้งที่โรงเรียนเปรมฤดี สอนไปด้วย เรียนไปด้วย โดยสอบเทียบวุฒิ ม.8 วัดสุทัศน์ฯ แล้วสอบเข้ามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร สอนที่เปรมฤดีได้ 9 ปี พิบูลย์ตัดสินใจออกมาร่วมหุ้นกับเพื่อนทำโรงเรียนแห่งแรก คือ สารสาสน์พิทยา สาธุประดิษฐ์ เป็นทั้งผู้บริหาร ครูใหญ่ ครูน้อย ออกข้อสอบ พิมพ์ข้อสอบ ทำไปทำมาเพื่อนถอนหุ้นหมด.

ปี 2512 พิบูลย์ ชวนพี่สาวมาร่วมหุ้น เช่าที่ของกรมธนารักษ์ สร้างโรงเรียนแห่งที่ 2 คือ สารสาสน์พัฒนา ลุยอยู่ 2 ปี ไม่มีกำไร พี่สาวตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมด ทำให้เขาต้องเปลี่ยนแผนใหม่ เพราะหากทำแค่โรงเรียนสายสามัญ เก็บค่าเล่าเรียนเทอมละ 450 บาท ไม่มีทางได้กำไรคืนทุนแน่ เขาหันไปลงทุนเปิดโรงเรียนพาณิชย์สาธุประดิษฐ์ เนื่องจากโรงเรียนพาณิชย์สามารถเก็บค่าเล่าเรียนได้ถึง 3,000 บาท เริ่มปีแรกมีเด็กสมัครเรียนเพียง 80 คน ปีต่อๆ มามีเด็กจบ ม.3 มาสมัครเกือบ 500 คน ประกอบกับแนวคิดเรื่องการเรียนสายอาชีพเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น ทำให้โรงเรียนพาณิชย์สร้างรายได้เติบโต อย่างต่อเนื่องและจุนเจือโรงเรียนสายสามัญทั้งสองแห่ง.

พิบูลย์มองไปไกลอีกว่า โรงเรียนต้องมีการพัฒนาด้านภาษา เขาจัดการส่งลูกชาย 2 คนไปเรียนที่ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งนั่นเป็นที่มาของการทดลองเปิดหลักสูตรภาษาอังกฤษ “เอ็กซ์ตร้า” ที่ “สารสาสน์พิทยา” ก่อนเปิดเป็นโรงเรียนสองภาษาแห่งแรกใช้ชื่อว่า สารสาสน์เอกตรา เมื่อปี 2537.

การเปิดโรงเรียนสองภาษาถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ “สารสาสน์” เนื่องจากหลักสูตรสองภาษา สามารถเพิ่มอัตราค่าเล่า เรียนแบบก้าวกระโดดจากไม่กี่ร้อยบาทเป็นปีละ 20,000 บาท ขณะเดียวกัน ปรับเพิ่มวิชาภาษาอังกฤษในหลักสูตรสายสามัญ โดยคิดค่าเรียนเพิ่มจากปกติอีก 4 วิชา 4,000 บาท เพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้ปกครองที่ต้องการให้ลูกได้เรียนภาษาอังกฤษเข้มข้นขึ้น เพียงแต่มีเงื่อนไขคือ ใช้ครูไทยเป็นผู้สอน ไม่ใช่ครูต่างชาติเหมือนหลักสูตรสองภาษา.

จากโรงเรียนสายสามัญแห่งแรกที่สารสาสน์พัฒนา ค่าเทอมเทอมละ 450 บาท วันนี้เพิ่มเป็น 3,000 บาท บวกวิชาภาษาอังกฤษอีก 4 วิชา 4,000 บาท หลักสูตรสองภาษาจากปีละ 20,000 บาท เป็น 50,000-60,000 บาท ล่าสุด พิบูลย์เริ่มเปิดหลักสูตรนานาชาติที่สารสาสน์วิเทศบางบอน คิดค่าเล่าเรียนปีละ 1 แสนบาท เพื่อขยายตลาดในกลุ่มชนชั้นกลาง.

จนถึงล่าสุด เครือสารสาสน์มีโรงเรียนทั้งหมดเเกือบ 50 แห่ง(ปี2555) แบ่งเป็นโรงเรียนหลักสูตรสองภาษา หลักสูตรสามัญและหลักสูตรอาชีวศึกษาอีก โดยเฉพาะช่วง 20 ปีหลัง สารสาสน์ขยายสาขาอย่างรวดเร็ว ทั้งการสร้างโรงเรียนและซื้อกิจการโรงเรียนเก่ามาทำใหม่.

นายพิบูลย์เคยได้ให้สัมภาษณ์ว่า “ผมเลือกทำเลเอง ผมมีนายหน้าหาที่ดินแล้วก็นั่งรถไปดูที่ อย่างเวลานี้เป็นยุคของหมู่บ้านจัดสรร คนซื้อบ้านต้องมีครอบครัว มีลูกก็ต้องไปโรงเรียน หมู่บ้านจัดสรรต้องอาศัยโรงเรียน บางแห่งมีกฎข้อบังคับต้องเหลือที่ดิน 7-8 ไร่ เปิดโรงเรียนเพื่อแลกสิทธิประโยชน์บีโอไอ ไม่ต้องเสียภาษี ที่หมู่บ้านสยาม พระสมุทรเจดีย์ ก็แบบนี้ ผมเปิดโรงเรียนสารสาสน์สมุทรสารมีเด็กร่วม 3,000 คน”.

สำหรับการลงทุนโรงเรียนแห่งหนึ่งใช้เงินไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าที่ดิน 20-30 ไร่ ประมาณร้อยกว่าล้าน ก่อสร้างอาคารอีก 70-80 ล้านบาท พิบูลย์บอกว่า ธนาคารยินดีปล่อยเงินกู้อย่างต่อเนื่อง เพราะมีหลักประกันด้านรายได้จากหลักสูตรสองภาษา ต้องการเงินลงทุนก็กู้ ปีหนึ่งเสียดอกเบี้ยปีละ 70 ล้านบาท.

นายพิบูลย์เคยยอมรับว่า สารสาสน์โตได้เพราะสองภาษา ถ้าเปิดสอนเฉพาะสายสามัญ อาศัยเพียงเงินค่าเทอมไม่กี่พันบาทและเงินอุดหนุนจากรัฐ ไม่มีทางขยายสาขาได้มากมาย จากนักเรียนสารสาสน์พิทยารุ่นแรกเพียง 400 คน วันนี้เครือสารสาสน์ทั้งหมดเกือบ 50 แห่ง มีนักเรียนรวมกว่า 90,000 คน เพิ่มขึ้นปีละ 4,000-5,000 คน .

ซึ่งหมายถึงสารสาสน์ยังขยายได้อีกไม่จำกัด แต่ปัจจัยสำคัญมาจากคุณภาพและการไม่หวังกำไรสูงสุดเพียงอย่างเดียว เขาขยายโรงเรียนสารสาสน์ไม่หยุดไม่ใช่ไม่รู้จักพอ ทั้งที่โรงเรียนแห่งเดียวก็กินใช้ได้ไม่หมด แต่ทำเพราะครูส่วนใหญ่ยังลำบาก อยากช่วยครูมีรายได้ ครูมีเงินซื้อรถยนต์ อยู่ดีกินดี จุดสูงสุดคือ ครูมีรายได้ดี โรงเรียนไปได้ดี และเด็กมีคุณภาพ ทั้งหมดมาจากความเป็นครูที่เริ่มจาก “ศูนย์” ทำให้ “สารสาสน์” ขยายใหญ่โตได้อย่างทุกวันนี้ข้อมูลจาก ผู้จัดการออนไลน์

https://mgronline.com/onlinesection/detail/9630000100339

- Advertisement -
- Advertisement -
- Advertisement -

Latest News

กระหึ่มโลก!! ดอร์น่าสปอร์ตนำนักบิดโมโตจีพี-นักบิดไทย ทำกิจกรรม Pre-Event สร้างไว – BURIRAM WORLD : มหานครอีสานใต้ เซราะกราวออนไลน์ 24 ชม.

กระหึ่มโลก!! ดอร์น่าสปอร์ตนำนักบิดโมโตจีพี-นักบิดไทย ทำกิจกรรม Pre-Event สร้างไวรัลใหม่ “โมโตจีพี VS มวยไทย” กระหึ่มโลกอีกครั้งกับภาพนักบิดโมโตจีพีลงนวมซ้อมมวยไทย สร้างไวรัลใหม่ นำโดยนักบิดโมโตจีพีและโมโตทรี กับ 2 ดาวรุ่งนักบิดไทย “ก้อง สมเกียรติ จันทรา” และ "เคเค" เขมินท์ คูโบะ ถ่ายโฆษณาโปรโมตการแข่งขันใจกลางกรุงเทพฯในธีมส่งเสริมการท่องเที่ยวของไทยผ่านศิลปะแม่ไม้มวยไทยที่สนามมวยเวทีราชดำเนิน เตรียมเผยแพร่ในช่วงสุดสัปดาห์นี้ สู่ 207 ประเทศ ผู้ชมกว่า 800 ล้านคนทั่วโลก เมื่อวันอังคารที่ 27 กันยายน 2565 ที่สนามมวยเวทีราชดำเนิน กรุงเทพ : ดอร์นา สปอร์ต เจ้าของลิขสิทธิ์การจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการโมโตจีพี สนามประเทศไทย รายการ “OR Thailand Grand Prix 2022” ได้นำนักแข่งในรายการโมโตจีพี เดินทางมาทำกิจกรรมประชาสัมพันธ์การจัดการแข่งขันและประชาสัมพันธ์ประเทศไทยในฐานะเป็นเจ้าภาพการจัดงาน นักบิดโมโตจีพี นำโดย อเล็กซ์ มาร์เกซ นักบิดชาวสแปนิช จาก แอลซีอาร์ ฮอนด้า , ฟาบิโอ ดิ จิอันนันโตนิโอ ชาวอิตาเลียน จาก เกรซินี เรซซิ่ง โมโตจีพี , อัลเบิร์ต อารีนาส นักบิดชาวสแปนิช จาก แกสแกส อัสพาร์ ทีม และยังมีนักบิดรุ่น โมโตทรี อย่าง อิซาน เกวาร่า ดาวรุ่งชาวสแปนิช จาก แกสแกส อัสพาร์ ทีม ร่วมกับ นักบิดไทยที่ลงแข่งในรุ่น โมโตทู ได้แก่ "ก้อง" สมเกียรติ จันทรา จาก อิเดมิตสึ ฮอนด้า ทีม เอเชีย และ "เคเค" เขมินท์ คูโบะ จาก ยามาฮ่า วีอาร์46 มาสเตอร์ แคมป์ ถ่ายโฆษณาร่วมโปรโมตการแข่งขัน โมโตจีพี ไทยแลนด์ สนาม 17 รายการ OR Thailand Grand Prix 2022 ระหว่าง 30 กันยายน – 2 ตุลาคม 2565 ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ ย้อนไปเมื่อปี 2018 “เด็กระเบิด” มาร์ค มาร์เกซ นักบิดชาวสเปน เจ้าของตำแหน่งแชมป์โลกโมโตจีพีชื่อดัง เคยทำกิจกรรมโปรโมตไทย สร้างไวรัล กับภาพนักบิดโมโตจพีกินข้าวหมูแดง ร่วมกับนักบิดไทย “ชิพ” นครินทร์ อธิรัฐภูวภัทร์ และขับขี่รถโมโตจีพีในสถานที่สวยงามของกรุงเทพ จนโด่งดังมาแล้วทั่วโลก สำหรับในครั้งนี้ เริ่มต้นกิจกรรมด้วยการถ่ายทำวีดีโอโปรโมตในรูปแบบไพรเวต โดยทีมดอร์น่าสปอร์ตยกกองฯมาถ่ายทำ กิจกรรมที่นักบิดเรียนรู้ศิลปะแม่ไม้มวยไทย สัมผัสประสบการณ์ถึงถิ่นกำเนิดต้นตำนานที่ “สนามมวยเวทีราชดำเนิน” หนึ่งในสนามมวยอันเก่าแก่ที่สุด เป็น Sports Destination ที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลก โดยมีแผนจะนำวีดีโอนี้โปรโมตการแข่งขันและประเทศไทย เผยแพร่สู่ ไปกว่า 207 ประเทศ สู่ผู้ชมราว 800 ล้านคนทั่วโลก จากนั้นจึงเข้าสู่ช่วงการพูดคุยกับเหล่านักบิด เปิดให้สื่อมวลชนซักถาม โดยมีผู้บริหารจากภาครัฐและเอกชนร่วมให้การต้อนรับและมอบของที่ระลึกเป็นกางเกงมวยไทยที่ปักชื่อนักบิดแต่ละคนเอาไว้ ปิดท้ายด้วยการถ่ายภาพร่วมกัน กิจกรรม Pre-Event สุดคึกคักไปด้วยกองทัพสื่อมวลชน แฟนคลับโมโตจีพี ตัวแทนจากภาครัฐและเอกชน คณะผู้บริหารจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำโดย การกีฬาแห่งประเทศไทย, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, กองทุนพัฒนากีฬาแห่งชาติ , ภาคเอกชนที่ร่วมสนับสนุน อาทิ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ , บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) โดยเครื่องดื่มตราช้าง, บริษัท ไทยฮอนด้า จำกัด, บริษัท ไทยยามาฮ่ามอเตอร์ จำกัด ผู้สนใจซื้อบัตรชมการแข่งขันได้ที่ Counter Service All Ticket ในร้าน 7-Eleven ทุกสาขาทั่วประเทศและ www.allticket.com หรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เฟซบุ๊กแฟนเพจ Chang Circuit Buriram หรือ www.bric.co.th/thailandgrandprix #buriram #บุรีรัมย์ #buriramworld
- Advertisement -

More Articles Like This

- Advertisement -